ชลเดช เขมะรัตนา

ดูบทความทั้งหมด

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินเทค (ประเทศไทย) จำกัด

3 ธันวาคม 2562
615

ดีลสะเทือนวงการ Broker เมื่อสองเจ้าใหญ่รวมเป็นหนึ่ง

Charles Schwab และ TD Ameritrade ได้จูงมือกันออกมาประกาศแผนการควบรวมกิจการ

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงวงการ Broker ในประเทศสหรัฐอเมริกา ว่ากำลังเกิดสงครามลดค่าคอมมิชชั่นอย่างดุเดือด โดย Broker รายใหญ่อย่าง Charles Schwab ได้ออกมาประกาศไม่คิดค่าคอมมิชชั่นก่อน ตามมาติด ๆ ด้วย TD Ameritrade เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งวงการ Broker ทำให้การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้น และยังทำให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทลดลงทันที ซึ่ง TD Ameritrade ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า เนื่องจากมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นคิดเป็น 35% ของรายได้รวม ในขณะที่ตัวเลขดังกล่าวของ Charles Schwab อยู่ที่เพียง 9% เวลาผ่านไปแค่ประมาณสองเดือน ล่าสุด Charles Schwab และ TD Ameritrade ก็ได้จูงมือกันออกมาประกาศแผนการควบรวมกิจการ ซึ่งนับเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเงินที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกันเลยทีเดียวใน

ทั้งสองบริษัทก่อตั้งขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ผ่านวิกฤติทางเศรษกิจมาหลายครั้ง มีบริการด้านการลงทุนที่หลากหลาย และทั้งคู่กำลังสร้างผลกำไรต่อปีในจุดสูงสุดเท่าที่เคยทำได้ โดยที่ Charles Schwab และ TD Ameritrade มี Market Capitalization ประมาณ 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ (เปรียบเทียบกับ Market Capitalization ของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในประเทศไทยอย่าง SCB KBANK BBL อยู่ที่ประมาณรายละ 11,000-14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) หากการควบรวมกิจการสำเร็จ ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ถือหุ้นเดิมของ Charles Schwab และ TD Ameritrade จะถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 69% และ 31% ตามลำดับ โดยมีจำนวนบัญชีลูกค้ารวมกัน 24 ล้านบัญชี และมีสินทรัพย์ของลูกค้าทุกรายรวมกันสูงกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรั

หากถามว่าทำไมผมถึงตื่นเต้นกับดีลนี้เหลือเกิน คำตอบคือ Synergy ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันส่งผลดีต่อลูกค้าและผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทอย่างชัดเจน ตลาดหุ้นโดยรวมจึงตอบรับในเชิงบวก ทำให้ราคาหุ้นทั้งสองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ Synergy สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ดังนี้

1.ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น : เมื่อเกิดการควบรวมกิจการของ Broker ซึ่งเดิมอาจจะเป็นคู่แข่งกัน ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ต้นทุนด้านการดำเนินงานจะลดลง เนื่องจากสามารถลด Fixed Cost ที่เดิมต่างคนต่างจ่ายออกไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและค่าใช้จ่ายด้านระบบ IT รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของการใช้งบการตลาดอีกด้วย ส่งผลให้ Customer Acquisition Cost (CAC) ลดลง ซึ่งเป็นผลดีอย่างมากต่อธุรกิจที่มี Mass Market เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

2.บริการที่หลากหลายมากขึ้น : แม้จะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คล้ายกัน แต่บริการของทั้งสองมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน การควบรวมนี้ส่งผลให้ลูกค้าเดิมของ Charles Schwab สามารถใช้ระบบเทรดที่ทันสมัยของ TD Ameritrade ได้ ในขณะที่ลูกค้าเดิมของ TD Ameritrade ก็มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินที่หลากหลายของ Charles Schwab ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น Life Time Value (LTV) หรือรายได้ที่บริษัทจะได้รับในระยะยาวต่อลูกค้าหนึ่งคนจะเพิ่มขึ้นเมื่อ Fixed Cost ลดลง พร้อมกับ CAC ที่ต่ำลง

ในขณะที่ LTV สูงขึ้น ดีลนี้เลยนับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ Charles Schwab + TD Ameritrade มีศักยภาพในการแข่งขันกับสถาบันการเงินอื่นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งกับสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ และ Fintech Start-up ที่กำลังโตวันโตคืน สำหรับประเทศไทยเรานั้น ลองคิดกันดูสนุก ๆ นะครับ ว่าผู้ให้บริการทางการเงินคู่ไหนควรแต่งงานกันแบบนี้บ้าง

ดูบทความทั้งหมดของ ชลเดช เขมะรัตนา

แชร์ข่าว :