ธวัชชัย อัศวพรไชย

ดูบทความทั้งหมด

นักวิเคราะห์ บล.ASL

25 พฤศจิกายน 2562
388

Investment Idea ประจำเดือน ธ.ค. 2562

ภาพรวมผลประกอบการ 3Q2562 อยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท ทรงตัวเล็กน้อย QoQ จากการมีค่าใช้จ่าย Benefit employee บริษัทส่วนใหญ่บันทึกในไตรมาสที่แล้ว

ขณะที่การหดตัว 19%YoY ซึ่งถูกดดันจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ส่วนใหญ่ขาดทุนสต๊อกน้ำมันสุทธิและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง ส่วนกลุ่มที่ช่วยหนุนผลประกอบการของตลาดอย่างสื่อสาร ธนาคาร โรงพยาบาล และกลุ่มอาหาร

อย่างไรก็ดีภาพรวมในการทำกำไรยังไม่ค่อยน่าสนใจ (เช่น Net profit margin และ ROE) รวมถึงเห็นการปรับลดประมาณการใน Consensus ลงโดยเฉพาะในกลุ่ม Global play เช่นกลุ่มพลังงาน-ปิโตร, กลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่มีความไม่แน่นอน รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นเมื่อ 2 กลุ่มใหญ่ถูกปรับลดประมารการจะส่งผลต่อ EPS ของตลาดที่จะหดตัวลง และจะกระทบต่อ Valuation ของ SET ที่ทำให้การคาดการณ์ของ Forward P/E เพิ่มขึ้น นั่นคือนักลงทุนต่างชาติจะมองตลาดหุ้นบ้านเราแพงและมีโอกาสที่จะเทขายออกไปลงทุนในตลาดที่ถูกกว่า

ด้านภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวและมีโอกาสหลุดเป้าที่ตั้งไว้ กล่าวคือแนวโน้มของ GDP ในปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 2.7% อาจทำได้ไม่ถึงเป้าจาก การส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน โดยในรอบ 10M2562 หดตัวไป 2.35% โดยปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทยประกอบไปด้วย เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อภาคการส่งออก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า และการลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัวจากต้นปีเพราะมีการเลือกตั้ง

สำหรับภาคธนาคาร การเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงต่อเนื่องจาก 4.2% ในไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 3.8% และแนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกหนี้ธุรกิจ SME ขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนด้านสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วน 35.3% ของสินเชื่อรวมยังคงเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากมีการเร่งโอนของกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปีก่อนการใช้มาตรการ LTV และ สินเชื่อรถยนต์ที่เติบโตลดลงตามยอดขายรถยนต์ที่ชะลอตัวลง แต่สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวสูงขึ้น

ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนล่าสุด (22 พ.ค. 2562) มีความผ่อนคลายประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรองนายกรัฐมนตรีจีนเชิญรมว.คลังสหรัฐ และผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เจรจารอบใหม่ที่กรุงปักกิ่ง แต่ยังไม่กำหนดวันแน่นอน แต่อย่างไรก็ดีหากทั้งจีนและสหรัฐ ไม่ได้ข้อยุติเจรจาการค้าก็อาจทำให้สหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ นอกจากนี้สหรัฐ จะออกกฎหมายใหม่ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกง ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดให้นักลงทุน เพราะวิตกจะกระทบต่อความคาดหวังการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน

กลยุทธ์การลงทุน เรายังชอบกลุ่ม Defensive เช่นกลุ่มโรงไฟฟ้าแต่เรามองว่าราคาเริ่มปรับตัวขึ้นมามากแล้ว เราแนะนำกลุ่มโรงพยาบาลยังพอมี Upside เช่น BDMS BCH CHG EKH และกลุ่มขนส่งเช่น AOT BEM BTS กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เราชอบ MINT ERW CENTEL ขณะที่กลุ่มอสังหาฯ Valuation มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับ PE ที่ถูกลง เราชอบ LH SPALI ORI ด้านกลุ่มธนาคารเราชอบหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีความโดดเด่นด้าน Dividend yield และได้รับปัจจัยบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เราชอบ KKP TISCO TCAP

ดูบทความทั้งหมดของ ธวัชชัย อัศวพรไชย

แชร์ข่าว :
Tags: