อาร์ม ตั้งนิรันดร

ดูบทความทั้งหมด

คณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการ ศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ประจำ "มองจีนมองไทย"

21 พฤศจิกายน 2562
1,302

จีน-เมริกา

Niall Ferguson นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวสหรัฐฯ เคยตั้งชื่อ “จีนเมริกา” (Chimerica)

เพื่อสะท้อนว่าเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐฯ เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งเสมือนหนึ่งเป็นประเทศเดียวกัน

ในหนังสือเล่มใหม่ของผม ชื่อ จีน-เมริกา: จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี ถึงสงครามเย็น 2.0” (พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บุคสเคป) ผมย้ำเน้นว่า เทรนด์ใหญ่ที่สุดในช่วงสิบปีต่อจากนี้ จะเป็น ขีดคั่นที่อยู่ตรงกลางแบ่งแยกจีนเมริกา นั่นคือ การพยายามแยกเศรษฐกิจทั้งสองประเทศออกจากกัน ภาษาวิชาการของฝรั่งที่ใช้กันมากตอนนี้คือ การแยกตัวครั้งใหญ่” (The Great Decoupling)

157421781585

สมัยก่อน หลายคนมองว่าเศรษฐกิจจีนกับสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกัน เป็นเรื่องดีกับทุกฝ่าย เพราะจะได้ไม่ต้องเกิดสงครามเย็นแบบในสมัยที่สหรัฐฯ แข่งกับสหภาพโซเวียตได้อีก ทั้งจีนและสหรัฐฯ จะได้ค้าขายกันให้ร่ำรวย เข้าทำนองวินวินทั้งคู่

แต่ในวันนี้ ความเห็นร่วมในหมู่ชนชั้นนำในสหรัฐฯ กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คือต่างไม่ต้องการรักษาความเชื่อมโยงระหว่างสองเศรษฐกิจอีกต่อไป แถมต้องการเดินหน้าค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน

เหตุผลแรก เพราะหลายคนมองว่า ความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในอดีตที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ เสียอำนาจในการต่อรองกับจีน เพราะต้องเกรงใจจีน ไม่เช่นนั้น บริษัทสหรัฐฯ จำนวนมากในจีนคงถูกรัฐบาลจีนเล่นงาน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นสหรัฐฯ เล่นบทบาทเชิงรุกลดลงในเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในจีน เมื่อเปรียบเทียบกับในยุคก่อนหน้านี้

เหตุผลที่สอง เพราะสหรัฐฯ เริ่มมองว่าเทคโนโลยียุคใหม่มีปัจจัยเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้น เมื่อจีนมีนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งต้องการให้บริษัทจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ในอนาคต สินค้าเทคโนโลยียุคใหม่ย่อมต้องมีชิ้นส่วนจากจีน อีกทั้งปัจจุบันหัวเว่ยของจีนได้กลายมาเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G เรียบร้อยแล้ว สหรัฐฯ มองว่าเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การแยกเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศนี้ คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที แต่จะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะที่ผ่านมา เศรษฐกิจทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น เมื่อจะแตกกัน ก็ย่อมจะต้องเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้นทำสงครามการค้ากันไปสักพัก จึงต้องทำท่ากลับมาคืนดีกันก่อน แล้วค่อยมาทะเลาะแตกหักกันใหม่ ดังที่เราจะเห็นการส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะมีการพักศึกสงครามการค้าในเฟสแรกในเดือนหน้า

แต่ในระยะยาว เทรนด์ใหญ่จะเป็นการพยายามแยกเศรษฐกิจทั้งสองประเทศออกจากกันอยู่ดี คนจีนมักเปรียบเทียบว่า เหมือนวันหนึ่งเมียคุณฟ้องหย่า ถึงต่อมาจะมาขอคืนดี ใครจะไปไว้ใจคบหากันต่อไปได้อีก ก็จีนไม่รู้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะกลับมาจัดการจีนอีกทีเมื่อไร

จึงเท่ากับกำลังสิ้นสุด ยุคโลกาภิวัฒน์” เข้าสู่ ยุคโลกทวิภพ หรือ โลกเศรษฐกิจสองแกน แตกออกเป็นสองห่วงโซ่ จากเดิมที่เคยค้าขายเป็นห่วงโซ่อุปทานโลกห่วงโซ่เดียว

ผลโดยตรงที่จะเกิดขึ้นแน่นอนก็คือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว คิดดูสิครับว่า แต่เดิมเคยค้าขายเชื่อมโยงกันทั้งโลก บัดนี้ต่างคนต่างกีดกันซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น การค้าขายโลกรวมทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมย่อมจะปรับลดลง เป็นภาพความผันผวนและความอึมครึมระยะยาว

ตัวอย่างชัดเจนของการแตกเศรษฐกิจ คือ กรณีของหัวเว่ย ซึ่งสหรัฐฯ ได้ออกกฎจำกัดการค้าขายระหว่างบริษัทสหรัฐฯ กับหัวเว่ย ทำให้ชัดเจนแล้วว่า โทรศัพท์รุ่นใหม่ของหัวเว่ย ซึ่งยังคงใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอย แต่จะไม่สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นของกูเกิลได้

ยอดขายของหัวเว่ยในตลาดภายนอกประเทศจีนย่อมจะกระทบหนัก ส่วนในระยะยาว หัวเว่ยย่อมจำเป็นจะต้องจับมือกับพันธมิตรบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนออกมาบุกโลก ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเรามีทางเลือกว่า Baidu Map ก็ดีไม่แพ้ Google Map เราก็อาจยินดีที่จะใช้โทรศัพท์หัวเว่ย โดยไม่สนใจว่าจะใช้บริการแอพของกูเกิลได้หรือไม่ ดังนั้น ในระยะยาว เราย่อมจะเห็นการแตกตัวของสองห่วงโซ่เทคโนโลยีอย่างแน่นอน

ในขณะนี้ หัวเว่ยกำลังเร่งพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองชื่อ หงเมิ่ง (ชื่อภาษาอังกฤษ Harmony) ในอนาคต โลกจะมีระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือ 3 ระบบ ได้แก่ ไอโอเอสของแอปเปิล แอนดรอยของกูเกิล และหงเมิ่งของหัวเว่ย โดยที่หัวเว่ยคุยว่าหงเมิ่งจะเป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาสำหรับยุค Internet of Things โดยเฉพาะ

แม้แต่ในภาคการผลิตเอง เราก็เริ่มเห็นการแตกห่วงโซ่การผลิตที่ชัดเจน ตอนนี้หัวเว่ยมีนโยบายว่าจะ “เลิกใช้ชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ” นั่นก็คือตลอดสายพานการผลิตทุกผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย จะหลีกเลี่ยงชิ้นส่วนที่มาจากสหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวว่า กูเกิลย้ายฐานการผลิตโทรศัพท์พิกเซลของกูเกิล จากประเทศจีนไปเวียดนาม ขณะเดียวกัน แอปเปิลก็ย้ายฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งจากจีนกลับไปสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำเทรนด์การแยกห่วงโซ่การผลิตระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกจากกัน

Samm Sacks นักวิชาการด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจมากว่า การแยกเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐฯ ออกจากกัน เป็นเหมือนกับคำพยากรณ์ที่พูดกันมากจนกลายเป็นเรื่องจริง (Self-fulfilling prophecy) นั่นก็คือยิ่งพูดกันมากจนเป็นกระแส ก็ยิ่งผลักให้ธุรกิจเลือกวางแผนและดำเนินธุรกิจไปในแนวทางดังกล่าว เพื่อกระจายความเสี่ยง และรับมือกับสงครามการค้าที่หลายคนมองเป็นเรื่องระยะยาว จนสุดท้ายแม้ในทางเศรษฐศาสตร์ การแยกเศรษฐกิจจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่สุดท้ายก็จะเกิดขึ้นจริงตามที่พยากรณ์กันอย่างกว้างขวางนั่นเอง

ท่านที่สนใจเรื่อง “จีน-เมริกา” และทิศทางเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้ ขอเรียนเชิญเข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “จีน-เมริกา จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี ถึงสงครามเย็น 2.0” โดยมีผม ร่วมด้วย ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท Sea Group และ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ครับ

 

ดูบทความทั้งหมดของ อาร์ม ตั้งนิรันดร

แชร์ข่าว :
Tags: