รินใจ ชาครพิพัฒน์

ดูบทความทั้งหมด

กรรมการผู้จัดการ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)

7 พฤศจิกายน 2562
526

ลงทุนด้วยหุ้นปันผล

ในอดีตคนไทยทั่วไปมักคุ้นชินกับการออมในรูปแบบของเงินฝากธนาคารเป็นหลัก

โดยเมื่อ 25 ปีที่แล้ว สถิติในปี 2538 พบว่าจากขนาดการออมเงินและลงทุนของคนไทยมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท การออมภาคครัวเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบเงินฝากธนาคารถึง 85% อย่างไรก็ตาม ในช่วงผ่านมาคนไทยมีความรู้ด้านการเงินการลงทุน (Financial Literacy) มากขึ้น รวมถึงนโยบายส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณของภาครัฐ ประกอบกับสภาวะในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากพันธบัตรทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยอยู่ที่เพียงประมาณ 0.50% ต่อปี ช่วยกระตุ้นให้คนทั่วไปหันมาให้ความสนใจกับการออมและบริหารเงินลงทุนของตนเองเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก

จากข้อมูล ณ ครึ่งแรกของปี 2562 ตัวเลขเม็ดเงินในการออมและลงทุนภาคครัวเรือนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่ารวมสูงถึง 20.4 ล้านล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่าตัวจากปี 2538 และพฤติกรรมของผู้ออมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่นิยมฝากเงินกับธนาคารในสัดส่วนที่สูง มาเป็นการออมเงินในรูปแบบอื่นมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนเงินฝากธนาคารลดลงมาเหลือเพียง 38% ในขณะที่เงินออมส่วนที่เหลือจะถูกกระจายไปในเครื่องมือการเงินอื่นๆ เช่น กองทุนรวม การออมเพื่อการเกษียณ (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF กองทุนประกันสังคม และ กบข.) สะท้อนให้เห็นว่าผู้ออมมีความเข้าใจด้านการลงทุนมากขึ้น และต้องการจะสร้างผลตอบแทนจากเงินออมที่สูงขึ้นกว่าในอดีต

สินทรัพย์ที่เป็นทางเลือกในการลงทุน และสามารถให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ หุ้นจดทะเบียนที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือลงทุนที่น่าสนใจในการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุน แม้ว่าหลายท่านอาจจะคุ้นชินว่าการลงทุนในหุ้นนั้นเน้นการคาดหวังผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคาเป็นหลัก (Capital Gain) แต่ที่จริงแล้วผู้ลงทุนยังจะสามารถได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมในรูปแบบของเงินปันผลหรือ Dividend อันมาจากการแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย โดยหากพิจารณาจากข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า หุ้นไทยโดยรวมจะให้อัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ประมาณ 3% ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงเวลาเดียวกันค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในหุ้นเพื่อหวังเงินปันผลนั้น เป็นหนึ่งช่องทางที่ช่วยสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้แก่ผู้ลงทุนได้มากกว่าการนำเงินไปฝากธนาคารทั่วไป

ในกรณีที่ผู้ลงทุนสนใจจะลงทุนในหุ้นที่ให้เงินปันผลสูงนั้น สามารถศึกษาข้อมูลเบื้องต้นได้จากดัชนีหุ้นปันผลหรือ ดัชนีหุ้น SETHD: SET High Dividend 30 Index ซึ่งเป็นดัชนีที่คำนวณมาจากหุ้นขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง ที่จ่ายเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง จำนวน 30 บริษัท โดยจากสถิติข้อมูล Dividend Yield ของหุ้นกลุ่ม SETHD ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีอัตราเงินปันผลอยู่ระหว่าง 4-5% ต่อปี สูงกว่าหุ้นไทยโดยรวม และสูงกว่าอัตราเงินฝากอย่างมาก โดยรายชื่อหุ้นในดัชนี SETHD จะมีการปรับปรุงทุกๆ ครึ่งปี เพื่อสะท้อนกับสภาพตลาด

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากดัชนี SETHD โดยการใช้รายชื่อหุ้นในดัชนี SETHD เป็นเหมือน Universe สำหรับเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว หรือเลือกลงทุนในกองทุนรวมบางกองทุน หรือ ETF HIGH DIV ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นปันผลและใช้ดัชนี SETHD เป็นตัวชี้วัด นอกจากนี้ สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ที่สนใจจะเริ่มต้นลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัดงาน SET in The City มหกรรมการลงทุนแห่งปี ในช่วงวันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2562 ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งในงานจะมีการให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต รวมทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นปันผล และกองทุนรวมต่างๆ และรวบรวมเครื่องมือในการลงทุนใหม่ๆให้ผู้สนใจได้ศึกษา และสัมมนาอีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและสามารถลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.set.or.th/setinthecity

ดูบทความทั้งหมดของ รินใจ ชาครพิพัฒน์

แชร์ข่าว :
Tags: