สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI

22 ตุลาคม 2562
631

หุ้นเล็ก (น่าจะ) กลับเป็นที่สนใจอีกครั้ง

ตามทฤษฏีการเงินแล้วหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีศักยภาพเหล่านี้มักจะให้ผลตอบแทนการลงทุนในอัตราที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่

หลายเดือนที่ผ่านมา 'หุ้นขนาดกลาง-เล็ก' โดยรวมราคาหุ้นมีการปรับลงแรง และเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ถูกหมุนเข้าหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะใน SET50 และ SET100 เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทย ซึ่งโดยปกติแล้วตามทฤษฏีและการศึกษาวิจัยฯมักจะพบว่าบริษัทขนาดเล็กมักที่จะทนแรงเสียดทานของภาวะเศรษฐกิจได้น้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่นั่นเอง อย่างไรก็ดีทฤษฏีดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในภาพรวม ซึ่งหากวิเคราะห์เชิงลึกไปในหุ้นรายตัวจะพบว่า หุ้นขนาดเล็กบางตัวที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานดี และมีความเสี่ยงต่ำ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวยังมีอยู่ 

และตามทฤษฏีการเงินแล้วหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีศักยภาพเหล่านี้มักจะให้ 'ผลตอบแทน' การลงทุนในอัตราที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Size effect) นอกจากนี้หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวที่แนวโน้มผลการดำเนินงานไม่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในรอบนี้ ก็กลายเป็นแหล่งพักเงินของนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับขึ้นจนเต็มมูลค่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ เช่น หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น 

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน จัดทำโครงการ 'จัดทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุน' โดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งทางฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้จัดทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีปัจจัยพื้นฐานดี 3 ตัว ได้แก่ AMA, EPCO, และ FSMART เพื่อเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนได้ทำการศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน โดยนักลงทุนสามารถติดตามอ่านบทวิเคราะห์หุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯ จัดทำ หรือหุ้นขนาดกลาง-เล็กอื่นๆ ได้ในเว็บไซต์ www.settrade.com  

1) AMA ราคาพื้นฐาน 8.1 บาท แนะนำ 'Outperform' : ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินแนวโน้มกำไรปี 2562 จะเติบโตราว +133% YoY เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนรถบรรทุกน้ำมันจากเดิม 150 คัน เป็น 181 คันในปีนี้ และยังมีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้อัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้สำหรับธุรกิจสินค้าทางเรือก็มีอัตรากำไรที่ดีขึ้นด้วย เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่ลดลง แม้ว่าจะมีการเพิ่มจำนวนเรือขนส่งสินค้าในปีนี้ ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงาน 2 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ จะเห็นภาพการเติบโตของกำไรแบบ YoY ต่อเนื่องอีก 2 ไตรมาสติด อย่างไรก็ดีสำหรับปี 2563 ฝ่ายวิจัยฯประเมินแบบอนุรักษ์นิยมว่ากำไรอาจจะชะลอตัวลงเล็กน้อย (คาด -9.4% YoY) จากการใช้เกณฑ์ใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% จาก 3.5% มีผลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 ซึ่งอาจจะทำให้อัตรากำไรของธุรกิจขนส่งทางเรือปีหน้าลดลงเล็กน้อย แต่ด้วย PE ปี 2562 - 63 ที่ยังต่ำเพียง 16.8 และ 18.6 เท่าตามลำดับ (คำนวณตามราคาปิดวันที่ 17 ต.ค.) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มขนส่งที่ราว 24 เท่า จึงแนะนำ 'ซื้อ'

2) EPCO ราคาพื้นฐาน 5.3 บาท แนะนำ 'Outperform' : ฝ่ายวิจัยฯประเมินแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานของ EPCO ปี 2562-63 จะเติบโตราว +100% YoY และ +21% YoY ตามลำดับ จากการรับรู้รายได้การขายไฟฟ้าโรงไฟฟ้าที่ทยอยเริ่มขายไฟเชิงพาณิชย์ในต่างประเทศ และผลการดำเนินงานธุรกิจโรงไฟฟ้าในไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า Co-generation ที่นิคมฯบางปูและลาดกระบัง ประเด็นสำคัญการลงทุนในหุ้น EPCO คือ ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าของธุรกิจโรงไฟฟ้า 211.4MW (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) ซึ่งฝ่ายวิจัยฯประเมินเฉพาะส่วนโรงไฟฟ้าได้มูลค่า 4.57 บาท/หุ้น และธุรกิจผลิตกล่องลูกฟูก กำลังการผลิต 4.8 หมื่นตัน/ปี รองรับดีมานด์กล่องลูกฟูกจากภาคการขนส่ง (ธุรกิจค้าออนไลน์) ที่เริ่มการผลิตใน 4Q62 

นอกจากนี้สำหรับประเด็นการลงทุนระยะสั้นคือ คาดกำไรพิเศษจากการหุ้นโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มเวียดนามราว 523 ล้านบาท ที่จะบันทึกใน 4Q62 ซึ่งคาดหวังการจ่ายปันผลพิเศษ (สมมติฐาน ไม่มีการลงทุนโรงไฟฟ้าใหญ่เพิ่มเติม) คาด Dividend yield ปีนี้จากปันผลปกติรวมปันผลพิเศษจะสูงถึง +10% และ Dividend yield จากปันผลปกติปีหน้าคาดไว้ที่ +6.5% สำหรับประเด็นที่นักลงทุนกังวลคือ DE ratio ในงบการเงินรวมที่สูงราว 3.6 เท่า ในงบ 2Q62 นั้น เป็นผลจากการรวมงบการเงินของธุรกิจโรงไฟฟ้าที่โดยปกติจะมี DE ratio ได้สูงราว 3-4 เท่า หากพิจารณางบการเงินเฉพาะกิจการ DE ratio จะยังต่ำเพียงราว 1.1 เท่า

3) FSMART ราคาพื้นฐาน 6.8 บาท แนะนำ 'Neutral' : แม้ว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานคาดว่าจะทำได้เพียงทรงตัว เนื่องจากธุรกิจหลักในอดีตอย่างตู้เติมเงินประสบปัญหาการที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือพยายามผลักดันให้ลูกค้าใช้บริการแบบรายเดือนมากกว่า รวมทั้งธุรกรรมโอนเงินก็ประสบปัญหาจากธนาคารพาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมการโอนลง สำหรับธุรกิจใหม่คือ การปล่อยกู้รายย่อย (สินเชื่อนาโน และจำนำทะเบียนรถ) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้ฝ่ายวิจัยฯคาดว่า FSMART ไม่จำเป็นต้องใช้ CAPEX มากใน 1-2 ปีข้างหน้า และด้วยกระแสเงินสดในมือที่มาก คาดว่าจะ Dividend yield จะสูงปีละ >10% จึงแนะนำ 'ถือ' รับปันผล

ดูบทความทั้งหมดของ สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

แชร์ข่าว :