สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI

8 ตุลาคม 2562
237

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ใกล้ผ่านวัฏจักรขาลง

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่วัฏจักรขาลงมาแล้วกว่า 10 เดือน

แนวโน้มราคาหุ้น 'กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์' เป็นขาลงมาตลอดตั้งแต่ปลายปี 2561 สะท้อนยอดขายและผลประกอบการที่เป็นขาลง ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี 2562 ว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก มีโอกาสเข้าสู่วัฏจักรขาลงราว 18 เดือน อย่างไรก็ดีล่าสุดจากบทเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานฝ่ายวิจัยฯ วันที่ 2 ต.ค. 2562 ประเมินว่าขณะนี้นั้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่วัฏจักรขาลงมาแล้วกว่า 10 เดือน หรือผ่านขาลงมาเกินครึ่งทางแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกจะสิ้นสุดในช่วง 1H63 เนื่องจาก 

i) Semiconductor Industry Association (SIA) รายงานตัวเลข Global semiconductor sales เดือน ส.ค.2562 ที่ 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (-15.9% YoY แต่ +2.4% MoM) ซึ่งเทียบเท่าว่าวัฏจักรขาลงผ่านมา 10 เดือน ( ต.ค. 2561-ส.ค. 2562) เทียบกับวัฏจักรขาลงในอดีตที่ 18 เดือน และประเด็นสำคัญคือเราคาดว่า ขณะนี้น่าจะใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรรอบนี้

ii) ปริมาณสินค้าคงคลังของผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกล่าสุดปรับลดลง ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีต เป็นสัญญาณชี้ โอกาสการกลับมาสั่งซื้อสินค้าคงคลังอีกครั้ง (Restock) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าให้ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง ยืนยันมุมมองของฝ่ายวิจัยฯว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์น่าจะใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรรอบนี้แล้ว

iii) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกฟื้นตัว โดยคาดเทคโนโลยี 5G เป็นประเด็นที่จะช่วยสนับสนุนอุปสงค์สำหรับวัฏจักรขาขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มมีแผนที่จะสนับสนุนการใช้งานของเทคโนโลยี 5G เชิงพาณิชย์ในปี 2563 (เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น และ ยุโรป

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เป็นปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมา กรณีที่สามารถปลดล็อกได้ผ่านการเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศ (นัดหมายเจรจาวันที่ 10-11 ต.ค.) จะเป็นอีกปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และประเด็นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ฝ่ายวิจัยฯยังมีมุมมองว่าค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2563

แต่หากพิจารณาผลกระทบของค่าเงินบาทตอความสามารถการทำกำไรของหุ้นในกลุ่มฯ ช่วงปี 2562 ที่ผ่านมาจะเห็นว่าผลกระทบเริ่มลดน้อยลงจากในอดีต แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ค่าเงินได้ ทำให้เราคาดว่าผลกระทบจากค่าเงินบาทสำหรับรอบนี้อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และประเมินว่าโอกาสที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปมากกว่านี้มีอีกไม่มาก เนื่องจากคาดว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเตรียมมาตรการรับมือกับการแข็งค่าของค่าเงินบาทแล้ววัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่วัฏจักรขาลงมาแล้ว 10 เดือน  (ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว)

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นจากเดิม 'น้อยกว่าตลาดฯ' เป็น 'เท่ากับตลาดฯ' และเลือก DELTA กับ HANA เป็นหุ้นเด่น โดยประเมินว่า DELTA จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่มากที่สุด และ ราคาหุ้น DELTA กับ HANA ก็ซื้อขายระดับ PE ที่ค่อนข้างถูก โดย PE ปี 2563 ของ DELTA และ HANA เท่ากับ 14.5 เท่า และ 13.5 เท่า ตามลำดับ แม้ว่าเราประเมินวัฏจักรของอุตสาหกรรมฯจะพลิกกลับเป็นขาขึ้นในต้นปีหน้า แต่ประเมินว่านักลงทุนอาจพิจารณาเก็งกำไรสั้นจากประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนในเดือน ต.ค.นี้ได้เช่นกัน

ดูบทความทั้งหมดของ สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

แชร์ข่าว :
Tags: