ชำนาญ จันทร์เรือง

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

18 กันยายน 2562
311

จะให้ตายอีกกี่ศพจึงจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

จากกรณีนายนิยม ภูผานม อายุ 43 ปี สามีครูปิยวดี ภูผานม ครู คศ.2 สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.โนนศิลาเลิง อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ผูกคอตาย

โดยครูปิยวดี ได้เล่าว่า ก่อนที่สามีจะผูกคอตาย ได้บ่นกับตนและญาติให้ฟังบ่อยครั้งว่า อยากผูกคอตายที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ความทุกข์ของครอบครัว เนื่องจากสามีเครียดมากจากที่ สถ.มีหนังสือแจ้งให้ตนออกจากราชการ เพราะสงสารตนและครอบครัวที่ต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งกรณีนี้ได้เป็นประเด็นที่เกิดความไม่พอกันอย่างกว้างขวางในแวดวงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)

สืบเนื่องจากการที่สำนักงาน ก.ท./ก.อบต.มีหนังสือด่วนที่สุดที่ มท 0809.4/ว.33 ลงวันที่ 23 ส.ค.2562 แจ้งให้นายกเทศมนตรี/นายก อบต.โดยความเห็นชอบของ ก.ท.จ./ก.อบต.จังหวัด มีคำสั่งให้ครูผู้ดูแลเด็ก(ครู ผดด.) ซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นระหว่างปี 2554 - 2556 รวม 98 ราย ออกจากราชการโดยพลัน โดยอ้างเหตุคุณวุฒิที่ใช้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน ไม่ตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งและไม่มีเหตุเยียวยา ทั้งที่บรรจุมาแล้วเกือบ 10 ปี

ซึ่งจากการตรวจสอบของสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เห็นว่าการสมัครเข้ารับการคัดเลือกที่มีการกำหนดไว้ว่า “มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาทุกสาขาวิชาเอก หรือทางอื่นที่ ก.ท.กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้” ของเทศบาลและ อบต.หลายแห่ง มีการแนบรายละเอียดตำแหน่งและคุณวุฒิของผู้สมัครคัดเลือกไว้ด้วย ซึ่งผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกได้ปฏิบัติตามประกาศ โดยครบถ้วนสมบูรณ์ เหตุบกพร่องดังกล่าวจึงมิได้เกิดขึ้นจาก ครู ผดด.ทั้ง 98 คนแต่อย่างใด แต่อาจเกิดจากข้อผิดพลาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ คือ

1..สำนักงาน ก.ท./ก.อบต.โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ได้มีหนังสือเวียนแจ้งการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น ตำแหน่งครู ผดด"ไปยังเทศบาลและ อบต.ทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดแต่ละแห่ง โดยมีระยะเวลาเร่งรัดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาจะดำเนินการยึดอัตราตำแหน่งดังกล่าวคืน โดยมีข้อแนะนำในการดำเนินการคัดเลือกเป็นกรณีมีเหตุพิเศษโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน ซึ่งมิได้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับคุณวุฒิอื่นที่ ก.ท.กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครู ผดด. มาด้วยแต่อย่างใด

2.คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด(ก.ท.จ.)คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด(ก.อบต.)และฝ่ายเลขานุการ(กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)ของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะมีมติให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โดยฝ่ายเลขานุการของ ก.ท.จ.และ ก.อบต.จังหวัดได้รับรองต่อคณะกรรมการทั้ง 2 คณะว่าผู้ผ่านการคัดเลือกมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงถือเป็นมติที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เมื่อมติดังกล่าวถูกส่งไปยังเทศบาลหรือ อบต. ผู้บริหารเทศบาลหรือ อบต.จึงได้ออกคำสั่งบรรจุแต่งตั้งครู ผดด.ตามมติดังกล่าว

3.เทศบาลหรือ อบต. ได้ใช้แนวทางของสำนักงาน ก.ท.ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0809.4/1433 ลงวันที่ 7 มิ.ย.2548 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครตำแหน่งครูผู้ช่วย มาเป็นแนวทางในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้เข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งครู ผดด.โดยมีความเข้าใจว่าเป็นคุณวุฒิที่ ก.ท.ได้กำหนดไว้ใช้เทียบเคียงกัน(เนื่องจากขณะนั้น ก.ท.มิได้กำหนดคุณวุฒิอื่นสำหรับตำแหน่งครู ผดด.) ทำให้เป็นสาเหตุสำคัญของข้อบกพร่องดังกล่าว โดยที่สำนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดซึ่งรับผิดชอบเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดและคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าวข้างต้นในระยะสั้นทางออก ก็คือการทบทวนมติของ ก.ท.และก.อบต.ซึ่งหากไม่ทบทวนเรื่องก็ต้องไปถึงศาลปกครองอย่างแน่นอน แต่ในระยะยาวเป็นเรื่องที่เราจะต้องมาพิจารณาว่าระบบบริหารงานบุคคลของ อปท.ที่ประเทศไทยเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมถูกต้องตามหลักของการปกครองท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร โดยผมจะยกตัวอย่างจากต่างประเทศทั้งหลายว่าเขาใช้ระบบไหนกันบ้าง คือ

1.ระบบที่รวมการบริหารงานบุคคลของ อปท.ไว้กับระบบข้าราชการ พลเรือน(Integrated National and Local Government Personal System) เช่น ไต้หวัน เอกวาดอร์ โมร็อกโค เป็นต้น ข้อดี ประหยัดและลดอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่น ข้อเสีย การที่รัฐบาลกลางเป็นผู้ดำเนินการเองนั้นขัดหลักการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น

2.ระบบบริหารงานบุคคลที่รวมอำนาจไว้ในองค์กรระดับชาติ(Unified Local Government Personal System) เช่น ไทย ศรีลังกา ไอร์แลนด์ จาไมกา แทนซาเนีย เป็นต้น ข้อดี เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ(Uniformity) ข้อเสีย สนองความต้องการของรัฐส่วนกลางมากกว่าความต้องการของท้องถิ่นและเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรบริหารงานบุคคลระดับชาติกับผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากอำนาจเด็ดขาดเป็นของส่วนกลาง และเจ้าหน้าที่มีความรับผิดชอบต่อท้องถิ่นน้อย ผู้บริหารท้องถิ่นไม่สามารถเลือกบุคคลที่จะมาทำงานตามนโยบายของตนได้ ดังเช่น กรณีครู ผดด.ที่เป็นข่าวข้างต้น

3.ระบบบริหารงานบุคคลที่ให้ อปท.แต่ละแห่งมีอำนาจบริหารเอง(Seperated Personal System for Each Local Authority) เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ ประเทศต่างๆแถบลาตินอเมริกา เป็นต้น เป็นระบบที่การปกครองท้องถิ่นพัฒนาแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดแบ่งย่อยไปได้หลายแบบ แต่สรุปรวมได้ว่า ข้อดี เจ้าหน้าที่มีความจงรักภักดีและปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เพราะอยู่ใต้การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารหรือสภาท้องถิ่น แต่ที่ดีที่สุดคือเป็นการส่งเสริมการปกครองตนเองของท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจการปกครอง ข้อเสีย อปท.ขนาดเล็กจะจำกัดด้วยบุคคลากรในพื้นที่และงบประมาณ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น อย่าให้ต้องเกิดการเสียชีวิตเพราะการรวมศูนย์อำนาจกันอีกเลย

 

ดูบทความทั้งหมดของ ชำนาญ จันทร์เรือง

แชร์ข่าว :
Tags: