แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

ดูบทความทั้งหมด

30 สิงหาคม 2562
719

สร้างธุรกิจด้วยผู้นำรุ่นใหม่

การเลือกคนจากความใกล้ชิด เน้นมนุษย์สัมพันธ์ดีโดยไม่ดูผลงานมักส่งผลร้ายให้องค์กร

ต้องมีความเป็นครู รู้จักให้อำนาจ และใจกว้าง เป็นคุณสมบัติ 3 ข้อแรกของการเป็นผู้นำในทุกวันนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทำให้เราต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผู้นำต้องรู้จักถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อ และต้องกล้าให้อำนาจกับลูกน้องเพื่อให้เขากล้าทำกล้ารับผิดชอบ ผู้นำจึงต้องใจกว้างพอที่จะคิดถึงเป้าหมายในอนาคตของลูกน้องไปพร้อมกันด้วย

ปัญหาใหญ่ของธุรกิจในบ้านเรา โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวคือการปิดกั้นโอกาสในการเติบโตของพนักงานเพราะสงวนไว้ให้คนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งนั่นอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโตของธุรกิจซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพเข้ามารับผิดชอบในยามที่ธุรกิจผันผวนรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

การเปิดใจกว้างให้พนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานจึงเป็นการสร้างความมีส่วนร่วมและสร้างอนาคตร่วมกันทั้งบริษัทที่จะมีแผนในการเติบโตอย่างชัดเจน และพนักงานก็มองเห็นเส้นทางการเติบโตและกล้าทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานเพราะเชื่อมั่นว่าฝากอนาคตไว้กับบริษัทได้

ต่อกันใน ข้อที่ 4 ต้องเน้นประสิทธิภาพเป็นสำคัญ เพราะการเลือกคนทำงานทุกวันนี้เราอาจถูกทำให้ไขว้เขวด้วยอุปนิสัย ความช่างเจรจา เอาใจเก่ง ฯลฯ ซึ่งนั่นไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพจริงๆ เพราะการเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมีมารยาทยอดเยี่ยม ไม่ได้เป็นตัวรับประกันว่าเขาคนนั้นจะทำงานเก่งแต่อย่างใด

การประเมินผลงานจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพที่วัดได้จากชิ้นงานที่ทำสำเร็จ การเลือกคนทำงานจากความใกล้ชิดหรือเน้นที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี โดยไม่ได้ดูที่ผลงานมักส่งผลร้ายให้องค์กรในท้ายที่สุด ความคลุมเครือในการประเมินผลพนักงานจะก่อให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก กลายเป็นการเมืองในองค์กรไปในที่สุด

การเลือกคนที่ผลงานจะต้องอาศัยการประเมินผลที่ชัดเจน พนักงานก็จะมีเป้าหมายในการทำงานที่จับต้องและมองเห็นได้ การจะเลือกใครขึ้นมารับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็ย่อมมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคนทำงานก็พร้อมจะทุ่มเทเพราะรู้ว่าตัวเองก็มีโอกาสเติบโตได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ข้อ 5 ต้องมีทักษะในการสื่อสาร ซึ่งไม่ได้เริ่มที่การพูด แต่เป็นการฟังซึ่งต้องหมั่นฟังคนรอบข้างให้มากขึ้นก่อนที่จะเน้นการพูด การเจรจา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญรองจากการฟัง ซึ่งทุกวันนี้เรามักทำสลับกันโดยเน้นการพูดมากกว่าการฟังซึ่งอาจทำให้เราสื่อสารได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

หากไม่ได้รับฟังอย่างเพียงพอ เราย่อมไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะใช้ในการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการไม่ได้พูดในเรื่องเป้าหมายและทิศทางให้ทีมงานได้ฟัง เราก็อาจทำงานไปคนละทิศคนละทางขาดพลังที่จะทุ่มเทไปในทิศทางเดียวกัน

แต่การจะรับฟังก็ต้องอาศัยการเปิดกว้างทางความคิดเช่นเดียวกัน เพราะการจะมอบหมายงานให้เขาทำก็ต้องรับฟังแนวคิดที่อาจไม่เหมือนที่เราคิด แผนงานที่อาจไม่ตรงใจเรา แต่จะทำให้เกิดการสื่อสารซึ่งกันและกันทำให้ทุกคนมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเต็มที่ทั้งปัญหาและอุปสรรค

อย่าปล่อยให้การสื่อสารระหว่างทีมงาน กลายเป็นการพิสูจน์ความถูก-ผิดของเจ้านายและลูกน้อง เพราะหลายๆ คนเลือกที่จะพิสูจน์ให้ลูกน้องเห็นว่าตัวเองคิดผิด เพื่อยกตนข่มท่านซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นผู้ชนะและได้ทำให้ลูกน้องยอมรับในความเก่งกาจแต่จะไม่มีวันได้ใจลูกน้องเลยเพราะไม่สามารถสร้างความมีส่วนร่วมกับเขาได้

ข้อที่ 6 ต้องรู้จักสร้างฝัน และไม่ใช่ฝันของตัวเราคนเดียวแต่เป็นฝันของผู้ร่วมทีมด้วย เพราะการที่เราแบ่งปันความฝันกับเขาย่อมทำให้เรามองเห็นว่าเขาอยากเติบโตไปในทิศทางใด เราก็จะเข้าใจว่าเขาอยากเห็นตัวเองในอนาคต 5-10 ปีในข้างหน้าเป็นอย่างไร

การสร้างฝันยังครอบคลุมถึงการผลักดันให้เขาไปเป็นอย่างที่ฝันเอาไว้ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักผลักดันให้ลูกน้องไปถึงเป้าหมายในชีวิตที่เขาต้องการ ซึ่งความฝันนั้นเราอาจชี้นำให้เขาเห็นทิศทางที่ควรจะไปซึ่งหากเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทก็ยิ่งเอื้อให้เกิดพลังที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นร่วมกัน

ดูบทความทั้งหมดของ แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

แชร์ข่าว :
Tags: