อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล

ดูบทความทั้งหมด

อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่น

1 สิงหาคม 2562
981

Libra และ Calibra ตอบโจทย์ใคร?

ภายหลังจากที่เดวิด มาร์กัส (David Marcus) อดีตซีอีโอของเพย์พาวล์ (Paypal) เข้าร่วมทีมบริหารของเฟซบุ๊คและเป็นผู้นำทีมเฟซบุ๊คแมซเซนเจอร์

ต่อมาในช่วงกลางปี 2018 ก็ปรากฎข่าวที่เดวิด มาร์กัสก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มงานบล็อกเชนใหม่ของเฟซบุ๊ค และกลายเป็นจุดกำเนิดของสกุลเงินใหม่ (Currency) ที่ชื่อ “ลีบรา” (Libra) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นประเภทสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) กลุ่มเดียวกับบิทคอยน์ (Bitcoin) หรืออีเธอร์เรียม (Etherrum)

โดยในช่วงเริ่มต้นของการจัดตั้ง เฟซบุ๊คได้เชิญบริษัทชั้นนำ 27 แห่ง (Founding Members) เข้าร่วมก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่า “Libra Association” เพื่อกำกับนโยบายของสกุลเงินลีบรา รวมถึงการผลิดหรือการลดจำนวนลีบราในตลาด โดยในขณะเดียวกันเฟซบุ๊คได้เปิดบริษัทดิจิทัลวอลเลท (Wallet) ที่ชื่อว่า “คาลีบรา” (Calibra) เพื่อต่อยอดการใช้งานของลีบรา ซึ่งนับเป็นการขยับตัวของเฟซบุ๊คเข้าสู่ธุรกิจการเงินที่พร้อมเข้าชิงชัยกับ Apple Pay, Alipay, WeChat Pay, Paypal และ Venmo

 

สกุลเงินใหม่คือคำตอบจริงหรือ

การที่เฟซบุ๊คริเริ่มสกุลเงินลีบราทั้งที่มีสกุลเงินที่มั่นคงน่าเชื่อถืออย่าง ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือหยวนของจีน ได้สร้างข้อสังเกตและเสียงวิจารณ์ต่อความมุ่งหมายของลีบรา เช่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนใช้เงินออนไลน์โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงิน โดยอ้างถึงสถิติจาก World Bank’s Global Findex Database 2017 ที่ระบุว่าผู้คน 1,700 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินหรือเปิดบัญชีธนาคาร ทั้งที่ในจำนวนนี้ 1,000 ล้านคนใช้โทรศัพท์มือถือและ 500 ล้านคนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งข้อมูลจาก World Bank อธิบายรายละเอียดถึงการที่คนไม่มีบัญชีธนาคารว่า เกือบสองในสามเกิดจากการที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะเปิดบัญชี และอีกเกือบหนึ่งในสามระบุว่าไม่ต้องการเปิดบัญชีธนาคาร

หากการสมัครใช้เงินลีบราก็เหมือนกับการเปิดใช้บริการทางการเงินอื่นๆ นั่นคือต้องมีบัญชีธนาคาร มีบัตรเครดิตหรือกระทั่งมีเงินใช้จ่าย ดูเหมือนการใช้สกุลเงินลีบราอาจไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีพอ ไม่รวมถึงการที่หลายประเทศอย่างอินเดียและจีนที่ไม่รับรองการใช้สกุลเงิน Cryptocurrency อีกด้วย

แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นที่ลีบราจะถูกบริหารและผลิตโดยเน็ตเวิร์คที่จำกัดเฉพาะภายในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเท่านั้น แต่ก็ทำให้ “Libra Blockchain” ต่างจากแนวทางปฏิบัติของบล็อกเชนที่ไม่รวมศูนย์กลาง (Decentralized) และเปิดโอกาสให้ทีมงานที่มีความสามารถเข้าร่วมได้ (Permissionless System)

นอกจากนี้ประเด็นการรักษาข้อมูลความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) ของลีบราที่เฟซบุ๊คเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มและก่อตั้งขึ้น ยังเป็นที่กังขาของรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ถึงการรักษาความลับทางการเงินของลูกค้าภายใต้การบริหารจัดการขององค์กรที่เฟซบุ๊คร่วมก่อตั้งขึ้นเพื่อไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit)

 

Calibra ความหวังที่แท้จริง

Calibra เป็นบริษัทลูกของเฟซบุ๊คที่ถูกเปิดตัวขึ้นเพื่อให้บริการทางการเงินและขยายผลแพลตฟอร์มต่อยอดจากลีบรา และเพื่อแยกระบบฐานข้อมูลทางการเงินของลีบราที่ Libra Association ควบคุมดูแล ออกจากระบบฐานข้อมูลด้านโซเชียลที่เกิดจากการใช้งาน Calibra

การที่เฟซบุ๊คเป็นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเมื่อรวมเข้ากับแพลตฟอร์มอื่นของเฟซบุ๊คอย่าง Messenger, Instagram และ WhatsApp ที่มีผู้ใช้งานกว่า 2,700 ล้านรายต่อเดือน และมี Facebook Pages ของบริษัทขนาดย่อมถึง 90 ล้านรายแต่มีโฆษณาเพียง 7 ล้านรายการเท่านั้น ดังนั้นการอินทิเกรท Calibra เข้ากับแพลตฟอร์มต่างๆ ของเฟซบุ๊คจึงเป็นช่องทางการสร้างรายได้ใหม่และสำคัญให้กับเฟซบุ๊ค

โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่เงินลีบราเปิดใช้จะมีเพียง Calibra ที่พร้อมให้บริการทางการเงินกับสมาชิกของเฟซบุ๊ค ช่วยให้การจับจ่ายของสมาชิกที่ต้องการใช้เงินลีบราเกิดขึ้นอย่างสะดวกขึ้น เมื่อผนวกเข้าความแข็งแกร่งของการเป็นโซเชียลมีเดียและดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่เข้าถึงลูกค้าได้ในเกือบทุกจังหวะและทุกไลฟ์สไตล์ ย่อมช่วยให้ Calibra พร้อมให้บริการทางการเงินที่ขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างแอปเปิ้ล กูเกิล อาลีบาบา Tencent รวมถึงจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ไร้เส้นแบ่งกั้น (Boundaryless)

อินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดโลกาภิวัตน์ที่ผู้คนเชื่อมโยงถึงกันผ่านเครือข่ายข้อมูลที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้น มาในวันนี้เส้นแบ่งกั้นไม่เพียงอยู่ที่การเชื่อมโยงเครือข่ายแต่เกิดขึ้นกับธุรกิจที่สามารถแข่งขันข้ามเส้นแบ่งเขตทางอุตสาหกรรม จากบริษัทด้านดิจิทัลหรือโซเชียลมีเดียที่สร้างเส้นทางธุรกิจสู่สถาบันทางการเงินเพื่อให้บริการทางการเงินกับผู้คนทั่วโลก จนถึงการผลิตสกุลเงินขึ้นใช้จนอาจก้าวพ้นข้ามขอบเขตงานของสถาบันทางการเงินหรือรัฐบาล เชื่อได้ว่าการเกิดขึ้นของสังคมดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคตกำลังสร้างความท้าทายให้กับผู้บริหารและนักปกครองทั่วโลกอย่างสุดคาดเดา

ดูบทความทั้งหมดของ อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล

แชร์ข่าว :
Tags: