ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ดูบทความทั้งหมด

ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST)

8 กรกฎาคม 2562
3,296

SET 1,700 จุดแล้ว ลงทุนยังไงต่อดี ?

เริ่มต้นเข้าสู่ช่วงเวลาของครึ่งปีหลัง และเป็นช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจและการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวนและเปลี่ยนมากมาย

ปัจจัยสำคัญทางด้านการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก ก็ยังไม่จบลง หนำซ้ำยังมีเพิ่มเติ่มขึ้นอีก

ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการค้าและการส่งออกกับหลายประเทศจนทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ขณะที่การเจรจาเพื่อข้อยุติก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงอย่างแท้จริง แม้ว่าสหรัฐฯและจีนจะยินยอมกลับมาเจรจากัน หลังผู้นำประเทศทั้ง 2 พบกันในการประชุม G-20 ซึ่งก็ยังคงมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องติดตาม และอาจทำให้สินทรัพย์การลงทุนต่างๆ มีแนวโน้มจะผันผวนอย่างมากตามกระแสที่ออกมาในแต่ละวันทั้งบวกและลบ

ผลกระทบของสงครามการค้าที่เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมาตั้งแต่ปลายปี 2018 จนทำให้ให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นเดียวประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยลดลง  ท่าทีของ Fedดังกล่าวทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับลดลงมามาก โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับตัวลงมากว่า 2%  ขณะเดียวกันตลาดการเงินและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆก็มีการปรับตัว ทั้งหุ้น ทองคำ รวมไปถึงราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นอีกสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นประเทศไทยที่ได้อานิสงส์จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 1,700 จุดในรอบหลายเดือนและเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้า

ดังนั้นภาพแนวโน้มระยะสั้นถึงระยะกลางนี้ มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจและต้องติดตามกันบ้าง และหุ้นไทยที่ระดับ 1,700 จุดนี้น่าลงทุนต่อหรือไม่ ... ??

KTBST ประเมินว่า การเจรจาการค้าคือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดหุ้นของโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะจากนี้ไป ซึ่งการเจรจาของสหรัฐฯกับจีนในการประชุม G-20 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมาได้ข้อสุรปว่าเบื้องต้นจะไม่มีการขึ้นหรือภาษีกับจีนและจะมีการเจรจากันต่อไป ถือเป็นผลบวกต่อตลาดแต่ก็ไม่มากน่าจะลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้ ทำให้ Fed  อาจลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่ก็ไม่มากเท่าที่ตลาดคาดแม้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาพบว่ามีธนาคารกลาง 8 ประเทศได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงไปแล้ว

การลดดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้เงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรต่อเนื่อง  หุ้นและค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียปรับตัวขึ้น ประกอบกับประเทศไทยซึ่งปัจจัยการเมืองไทยเรื่องตั้งคณะรัฐมนตรีได้ชัดเจนและสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกปรับอันดับเครดิตขึ้น เป็นผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนดีขึ้นในช่วงสั้นๆได้

อย่างไรก็ตามดัชนีหุ้นไทยอาจปรับขึ้นไปได้ไม่มากนักในเดือน ก.ค. นี้  KTBST ประเมินว่าอาจวิ่งแค่ระดับ 1,750 จุด เพราะโดยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ทำให้กำไรของตลาดอาจโตไม่มากนัก ขณะที่ระดับราคาหุ้นปัจจุบัน P/E อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ถือว่าไม่ถูกนัก หุ้นไทยในช่วงเดือน ก.ค. นี้อาจต้องเลือกจับจังหวะลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงมาและทยอยปรับพอร์ตขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นไปมาก รวมไปถึงกระจายลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ได้ปัจจัยบวกเงินไหลเข้าและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เช่น จีน , อินเดีย

ส่วนแนวโน้มสินทรัพย์อื่นๆ เช่น พันธบัตรมองว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่เริ่มเข้าสู่ขาลงคาดว่านักลงทุนจะเริ่มทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงตามไปด้วย ส่วน ทองคำ จะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ขณะที่ อสังหาฯ และ รีทก็ยังน่าสนใจเนื่องด้วยความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ลดลงและมีผลตอบแทนน่าสนใจ

นักลงทุนสามารถติดตามข่าวสารบทวิเคราะห์การลงทุนจาก KTBST ได้ที่ “มุมมองการลงทุน” ทางเว็บไซด์ www.ktbst.co.th หรือสนใจติดต่อขอคำปรึกษาการลงทุนได้ที่ KTBST 02-648 111

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

แชร์ข่าว :
Tags: