สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI

2 กรกฎาคม 2562
1,840

โรคระบาดหมู 'วิกฤต' หรือ 'โอกาส' ของปศุสัตว์ไทย

'วิกฤตที่ต้องเฝ้าระวัง' หรือ 'จะเป็นโอกาส' ขึ้นอยู่ที่การปรับตัวของผู้ประกอบการ

โรคระบาด 'อหิวาต์แอฟริกาในหมู' หรือ 'African swine fever' (ASF) ที่จีนเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา และการแพร่ระบาดเริ่มเป็นวงกว้างมายังประเทศใกล้เคียง อาทิ เวียดนาม ลาว เป็นต้น โดยโรค ASF เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในหมูเท่านั้น (ไม่ติดต่อคน) แต่เป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก โดยหมูที่ติดโรคนี้อัตราการตายแทบจะ 100% จึงส่งผลให้ปริมาณเนื้อหมู หรือ อุปทานเนื้อหมูหายไปจากตลาดโลกปริมาณมาก โดยโรคระบาดในหมูนี้ยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดในประเทศไทย ประเด็นนี้จะเป็นบวกหรือลบต่อผู้ประกอบการธุรกิจปศุสัตว์ไทยอย่างไร จะเป็น 'วิกฤตที่ต้องเฝ้าระวัง' หรือ 'จะเป็นโอกาส' ขึ้นอยู่ที่การปรับตัวของผู้ประกอบการเองเป็นสำคัญ

จากข้อมูลของ กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา หรือ United States Department of Agriculture (USDA) ปริมาณเนื้อหมูที่ผลิตในประเทศจีนแต่ละปีคิดเป็นราว 49% ของทั้งโลก (ข้อมูลปี 2559-2561) และหากจะจินตนาการเพิ่มเติมไปอีกว่าทางการจีนได้มีการสั่งทำลายหมูไปแล้วราว ±30% ของทั้งประเทศ (เป็นตัวเลขคาดการณ์) เท่ากับว่าปริมาณเนื้อหมูในปัจจุบันหายไปแล้วกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณเนื้อหมูทั้งโลก ขณะที่ฝั่งดีมานด์ หรือ ปริมาณการบริโภคเนื้อหมูของคนจีนคิดเป็นราว 50% ของปริมาณการบริโภคเนื้อหมูทั้งโลก จากข้อมูลของ USDA โดยปกติคนจีนบริโภคเนื้อหมูมากกว่าที่ผลิตได้ในประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นการขาดหายไปของอุปทานเนื้อหมูครั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสึนามิครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมปศุสัตว์โลกเลยก็ว่าได้

โดย 1) 'ราคาเนื้อหมู' ทั่วภูมิภาคเอเชียปรับขึ้นทันที สำหรับประเทศไทยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเรียกได้ว่าปรับขึ้นเกือบทำลายสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ ที่ 82.5 บาท/กก. แล้ว โดยทางกรมการค้าภายในได้ทำการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการฯที่จะช่วยคงราคาไว้ที่ 75 บาท/กก. (ราคาล่าสุดจาก กรมการค้าภายในอยู่ที่ 75.5 บาท/กก.) 2) 'เนื้อไก่' ที่เป็นสินค้าทดแทนเนื้อหมู กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศผู้ผลิตและส่งออกเนื้อไก่ (รวมถึงไทย) เพื่อส่งไปประเทศจีนเพื่อทดแทนอุปทานเนื้อหมูที่ขาดหาย และเป็นปัจจัยที่ทำให้ปริมาณอุปทานเนื้อไก่ในประเทศไทยลดลง และราคาเนื้อไก่มีชีวิตหน้าโรงฆ่า กทม. ปรับขึ้นมาที่ 36.5 บาท/กก. ปรับขึ้นมาจากเฉลี่ยปี 2561 ที่ 32.3 บาท/กก. 3) 'ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์' (เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด) ปรับตัวลงเนื่องจากการนำเข้าจากจีนหยุดชะงัก อาจมีผลพวงจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนร่วมด้วย

ประเด็นเรื่องโรค ASF หากมองเป็นโอกาสของผู้ประกอบการปศุสัตว์ในไทย ก็อาจจะพูดไม่ได้เต็มที่นัก เพราะในระยะที่ยังไม่มีการระบาดเข้าสู่ประเทศไทย ก็ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการฯ ทั้งฟาร์มหมูและฟาร์มไก่ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่พลอยได้อานิสงส์กันไปด้วย โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ดีจากการส่งออกและราคาขายในประเทศก็ดีขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กก็ได้ประโยชน์จากราคาขายในประเทศที่ดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ถูกลง ซึ่งในปัจจุบันทั้งหน่วยงานภาครัฐฯและเอกชนก็พยายามที่จะป้องกันการระบาดของโรค ASF ในไทยอย่างเต็มที่

แต่อย่างไรก็ดีความเสี่ยงที่โรค ASF จะระบาดเข้าไทยก็ยังมี แต่ผมประเมินว่าหากมีการระบาดของโรคเข้าไทยจริง 1) ราคาเนื้อหมูในประเทศจะปรับตัวลงระยะสั้น เพราะผู้บริโภคชาวไทยอาจตื่นตระหนก (แม้ว่ากรมปศุสัตว์จะยืนยันว่าไม่มีผลกับมนุษย์) 2) ราคาเนื้อไก่ในประเทศจะปรับตัวขึ้นทันที สวนทางกับราคาเนื้อหมู เพราะเป็นสินค้าทดแทนกัน 3) ในระยะกลาง ฟาร์มสุกรของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ส่วนใหญ่เป็นระบบปิดที่เหลือรอด ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคก็จะกลายเป็นเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะที่ฟาร์มสุกรของผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังอาจเป็นระบบเปิดอาจประสบปัญหาไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในฟาร์มกุ้งจาก 'โรคกุ้งตายด่วน' หรือ 'Early Mortality Syndrome' (EMS) ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวผมเชื่อว่าประเทศไทย ที่เคยผ่านประสบการณ์ทั้งโรคไข้หวัดนก (ไก่) และโรค EMS (กุ้ง) มาแล้ว และมีการรับมือกับการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี น่าจะสามารถป้องกันการระบาดของโรค ASF (หมู) ในไทยได้ หรือ อย่างน้อยก็จะสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการฟาร์มรายเล็ก สามารถลืมตาอ้าปากได้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากที่ประสบปัญหาราคาเนื้อหมู และเนื้อไก่ ตกต่ำมาหลายปี  

ดูบทความทั้งหมดของ สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

แชร์ข่าว :