หน้าต่างความคิด

ดูบทความทั้งหมด

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

17 มิถุนายน 2562
1,304

ทำใจร่มๆ เอาไว้ ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา

มาร์ค เทวน เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าการโหวตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง เขาคงไม่ยอมให้พวกเราโหวตกันหรอก”

ความเห็นนี้ช่างตรงกับสถานการณ์หลังการเลือกตั้งของบ้านเราเสียเหลือเกิน

ใครพอมีอายุหน่อยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง เจอกับการเปลี่ยนแปลงมาหลายหน อาจรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนการฉายหนังซ้ำอีกรอบ เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองหน้าเก่ายังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ ส่วนนักการเมืองหน้าใหม่ที่เข้ามาจำนวนไม่น้อยใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทำตัวได้กลมกลืนกับคนหน้าเดิมจนแยกแทบไม่ออก

การฉายหนังซ้ำแบบนี้เลยทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดว่าประเทศไทยยังไปไม่ถึงไหนเสียที บางคนถึงขั้นพาลอารมณ์เสียใช้สื่อโซเชียลเป็นช่องทางระบายความคับข้องใจ เมื่อหลายคนพร้อมใจกันเอาความรู้สึกแบบนี้โยนลงไปในโลกโซเชียล บวกกับการมีจุดยืนแบบรักมากเกลียดมาก เลยทำให้พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นพื้นที่อโคจรสำหรับคนที่เห็นต่างออกไป

หากถอยหลังออกมาสักหลายก้าว มองดูประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมมนุษย์เราจะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมใช้เวลานานมาก แม้ว่าบรรพบุรุษของเราจะถือกำเนิดมากว่า 6 ล้านปี แต่กว่าจะวิวัฒนาการจนหน้าตาคล้ายกับปัจจุบันต้องใช้เวลานาน เราเพิ่งมีรูปร่างคล้ายกับตอนนี้เมื่อราว 3 แสนปีนี้เอง พฤติกรรมเชิงสังคมที่คล้ายกับปัจจุบันก็เพิ่งเห็นได้ชัดช่วง 5 หมื่นปีที่ผ่านมา

หากนับเอาการเกิดขึ้นของประชาธิปไตยในสหรัฐมาเป็นจุดนับหนึ่ง จนถึงวันนี้โลกเราก็เพิ่งรู้จักคำว่าประชาธิปไตยมาได้แค่ราว 220 ปี เทียบกับเวลา 5 หมื่นปีที่ผ่านมาคิดเป็นแค่ประมาณ 0.4% ของช่วงเวลาทั้งหมด คิดเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ยังมีเรื่องให้มนุษยชาติต้องเรียนรู้อีกเยอะ

สำหรับประเทศไทย หากนับเอาปี พ.ศ. 1792 ซึ่งคาดกันว่าเป็นปีที่มีการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยมาเป็นเวลาเริ่มต้นของประเทศไทย จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้ว 771 ปี การปฏิวัติปี 2475 จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาประมาณ 87 ปี เมื่อเทียบกันแล้ว ช่วงเวลาที่คนไทยได้สัมผัสกับประชาธิปไตยคิดเป็น 11.3% ของเวลาทั้งหมดเท่านั้นเอง จึงยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ชัดเจน

ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ประสบชะตากรรมนี้ ข้อมูลในตารางที่แสดงไว้เป็นจำนวนประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็นช่วงปี จัดทำโดย Our World in Data เป็นประเมินเมื่อปี 2558

จะเห็นได้ว่า จากทั้งหมด 195 ประเทศ ประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดช่วงยาวนานกว่า 100 ปี มีเพียง 15 ประเทศ เช่น สหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนประเทศที่ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานขาดความต่อเนื่องมีอยู่ถึง 76 ประเทศ แน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นสิ่งเดียวกับที่มาร์ค เทวนได้กล่าวไว้ ลำพังการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประชาธิปไตยจะเบ่งบาน และไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าประชาธิปไตยจะเบ่งบานได้อย่างต่อเนื่อง

ความจริงแล้ว ข้อมูลชุดนี้ยังได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาของประชากรในอดีต โดยใช้จำนวนปีเฉลี่ยได้เรียนหนังสือของประชากรในปี พ.ศ. 2513 เทียบกับระดับความเป็นประชาธิปไตยในปี 2558 โดยภาพรวมพบว่าการศึกษาในอดีตกับระดับความเป็นประชาธิปไตยช่วง 45 ปีให้หลังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญซึ่งเอื้อให้ประชาธิปไตยเบ่งบานได้ เพราะระบบการศึกษาทำหน้าที่ขัดเกลาและหล่อหลอมคน การศึกษาที่ปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยไว้ ย่อมสร้างประชากรคุณภาพในทางการเมือง

เมื่อคนเหล่านี้เติบโตไปเป็นพ่อแม่ เขาก็จะอบรมสั่งสอนลูกให้มีจิตวิญญาณเดียวกัน การส่งทอดจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยนี้คือเงื่อนไขสำคัญต่อการประคับประคองประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปได้โดยไม่ถูกตัดตอนแล้วต้องคอยนับหนึ่งใหม่กับอยู่ร่ำไป

แต่ก็นั่นแหละ การจะทำเช่นนี้ได้ สังคมต้องมีความเข้าใจร่วมกันว่า โดยเนื้อแท้แล้วประชาธิปไตยคืออะไร สิทธิเสรีภาพคืออะไร ทำไมสิ่งเหล่านี้ต้องมาพร้อมกับความหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการเคารพผู้อื่น

นอกจากนี้แล้ว ข้อมูลจากตารางยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้บางช่วงการเมืองอาจทำให้เราขัดใจบ้าง เราก็ต้องทำใจร่มๆ เอาไว้ เพราะประชาธิปไตยต้องใช้เวลา หากขาดความอดทนอดกลั้น และใช้ท่าที่มุ่งร้ายกับคนที่เห็นต่างเหมือนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ต่อให้โหวตกันให้ตายเราก็ยังพายเรือวนอ่างอยู่ที่เดิม

 

ดูบทความทั้งหมดของ หน้าต่างความคิด

แชร์ข่าว :
Tags: