climate@risk

ผู้ประสานงานชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกว.

16 พฤษภาคม 2562
671

ได้เวลา “รักษ์น้ำ”

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรประมาณ 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีมากกว่า 8 ล้านคน

เมืองจึงเริ่มขยายไปยังพื้นที่รอบนอกมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำ จึงเป็นข้อกังวลว่า ถ้าน้ำมีไม่เพียงพอจากปริมาณคนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งยังไม่รวมประชากรแฝง แล้วการบริหารจัดการที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือไม่ จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่องแนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากความที่คนกรุง เดี๋ยวนี้ไม่มีรองน้ำฝนใส่ตุ่มกันแล้ว น้ำประปาคือแหล่งน้ำหลัก ไม่ว่าจะรดน้ำ ทำสวน ทำเกษตร หรือใช้น้ำดับเพลิง ยังไม่รวมถึงการใช้น้ำในพื้นที่พักอาศัยที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และต่อไปจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำงานในเมืองและปริมณฑลเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมีเท่าเดิมซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ แล้วจะนำน้ำจากไหนมาเพื่อผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ด้วยพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียม อาคารสูง บางแห่งสูง 10 ชั้น บางแห่งสูง 40-50 ชั้น โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้น้ำประปาเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ในแง่แนวทางในการคำนวณค่าน้ำประปาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นการคำนวณด้วยอัตราคงที่โดยใช้ข้อมูลจากทะเบียนราษฏร์เป็นฐานข้อมูลหลักในการดำเนินการ

โครงการวิจัยเรื่องนี้ ผศ.ดร.มาร์ก เฟิลแคร์ หัวหน้าโครงการฯเข้าร่วมด้วยความอยากรู้ว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำครัวเรือนในเขตกทม. และปริมณฑลนั้นมีเท่าไหร่ แนวทางในการคำนวณความต้องการน้ำและวิธีคิดค่าน้ำประปาเป็นอย่างไร เพื่อการใช้น้ำที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต โดยเริ่มจากศึกษาสูตรการประเมินความต้องการน้ำของประเทศต่างๆ ที่ใช้อยู่ว่า มีการดำเนินการอย่างไรและนำปัจจัยอะไรมาเป็นตัวกำหนดความต้องการน้ำ และมีความแตกต่างจากของประเทศไทยอย่างไร

หลังจากได้ศึกษาแล้วก็มาดูว่า ปัจจัยใดที่มีความเหมาะสมและมีชุดข้อมูลที่มีการเก็บระยะเวลายาวนานเพียงพอเหมาะสมสำหรับใช้ในการคำนวณ จากนั้นจึงนำปัจจัยดังกล่าวที่มีความสอดคล้องกับประเทศไทยมาเทียบค่าและปรับจนได้เป็น”สูตรคำนวณปริมาณความต้องการน้ำประปา" โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญและเป็นปัจจัยกำหนดความต้องการน้ำในอนาคต ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนประชากร ขนาดครัวเรือน รายได้ครัวเรือนราคาค่าน้ำ และปริมาณน้ำฝน ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำชุดข้อมูลจำนวนประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาร่วมในการวิเคราะห์ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการวิเคราะห์ตามแนวทางเดิมที่ใช้ข้อมูลประชากรจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ร่วมกับปริมาณการใช้น้ำในอดีต

เบื้องต้นได้นำสูตรคำนวณค่าน้ำประปาที่เราพยายามปรับใหม่นี้ ทดสอบกับปริมาณน้ำจำหน่ายน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ของผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑลของการประปานครหลวง (กปน.) พบว่า ผลการคำนวณที่ได้มีค่าต่างกันไม่มากเมื่อเทียบกับการปริมาณน้ำจำหน่ายทั้งหมดอยู่ที่ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.)ขณะที่สูตรใหม่คำนวณได้ 674 ล้าน ลบ.ม. โดยคณะผู้วิจัยได้ร่วมหารือกับ กปน. เพื่อพัฒนาเป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้ใช้สูตรคำนวณใหม่นี้มาวิเคราะห์เพื่อทำนายความต้องการน้ำในช่วงปี 2561 - 2581  หรือ 20 ปีข้างหน้าว่า คนกทม.และปริมณฑล มีปริมาณความต้องการใช้น้ำในจำนวนเท่าไหร่ โดยในการศึกษาวิจัย ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างภาพจำลองจากสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำ จากการจำลองเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางประชากรในอนาคตขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับสูง (High-bound scenario), ปานกลาง (Moderate-bound scenario) และต่ำ (Low-bound scenario)

จากภาพจำลอง พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำในครัวเรือน มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางประชากร เช่น ขนาดของประชากรและขนาดครัวเรือน โดยทั้ง 2 ปัจจัยจะพยากรณ์ความต้องการน้ำในครัวเรือนที่สำคัญอันเป็นผลสืบเนื่องจากแนวโน้มทางสังคม เศรษฐกิจ และประชากร

จากภาพจำลองระดับปานกลาง พบว่า ความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 674 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2561 เป็น 692 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2563 และหลังจากนั้นความต้องการน้ำจะยังเพิ่มขึ้นอยู่ แม้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ โดยคาดว่าความต้องการน้ำในครัวเรือนจะอยู่ที่ 723 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2568 และ742 ล้าน ลบ.ม. ในปี2573 และเพิ่มสูงขึ้นถึง 754 ล้าน ลบ.ม. ในปี2581 หรือเพิ่มสูงขึ้น 11.9% ในปี 2581 เมื่อเทียบกับปี 2561  ส่วนภาพจำลองระดับสูง พบว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 14.9% ในขณะที่ภาพจำลอง ระดับต่ำ พบว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นช้ากว่าประมาณ 8.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลงานวิจัยนี้ อย่างน้อยเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทำให้เราได้รู้ถึงปริมาณน้ำที่ต้องการในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าเท่าไหร่ หรือใกล้เคียงกับความต้องการใช้จริงได้มากที่สุด แล้วนำไปใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคตต่อไป เพื่อให้เราทุกคนมีน้ำใช้ได้อย่างยืนยาว เพราะปัจจุบันเวลาที่เราใช้น้ำจะไม่ค่อยคิดความเพียงพอ และไม่รู้ว่าการผลิตน้ำประปาแต่ละครั้งนั้นมีต้นทุนมากน้อยเพียงใด จะเห็นว่าค่าน้ำประปาไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบปี จนอาจมองว่าน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ในต่างประเทศค่าน้ำ หรือน้ำดื่มมีราคาแพงกว่าบ้านเรามาก จึงหวังว่า งานวิจัยนี้อาจบอกได้ว่าต่อไปแนวทางการอนุรักษ์ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจจะต้องพิจารณาถึงกลไกด้านราคาที่เหมาะสมกับการใช้จริง เพื่อช่วยให้คนไทยหันมาตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากยิ่งขึ้น

โดย... 

ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี 

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิด

แชร์ข่าว :
Tags:

NOW26