อาหารสมอง

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

7 พฤษภาคม 2562
902

ทารกกับเครื่องมือลดความกังวล

การมีทารกก็เปรียบเสมือนกับการเริ่มต้นผจญภัยชีวิตซึ่งจะนำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่และชะตากรรมเป็นส่วนน้อย

ความรับผิดชอบและความรู้เท่าทันชีวิตของพ่อแม่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการบ่มเพาะฟูมฟักทารก ผู้เขียนได้อ่านพบเรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเฝ้าดูทารก ทำให้อดไม่ได้ที่จะนำมาสื่อสารต่อเพราะไม่เคยเขียนถึงเรื่องทารกเลยถึงแม้จะเคยมีประสบการณ์ดูแลทารกมาถึงสองคนแล้วก็ตาม

พ่อแม่ทุกคนที่ลูกอยู่ในวัยทารก ถึงแม้จะสุขใจแต่ลึกๆ ในใจล้วนห่วงกังวลว่าจะเลี้ยงทารกได้รอดหรือไม่เพราะเขาดูเปราะบาง อีกทั้งแปลกใจและกังวลกับการมีชีวิตของเด็กตัวน้อยๆ

ที่กังวลมากที่สุดคือหัวใจเขายังเต้นอยู่หรือไม่โดยเฉพาะในตอนกลางคืนและในยามที่เขาป่วยไข้ ทุกคนได้ยินเรื่องราวของการเสียชีวิตไปอย่างหาสาเหตุไม่ได้ของทารกตอนนอนหลับอยู่เนืองๆ ดังที่เรียกว่า Sudden Unexpected Infant Death (SIDS)

สมัยก่อนพ่อแม่ที่ขี้กังวลก็จะใช้การวางวิทยุ walkie-talkie ไว้ข้างตัวลูกเพื่อฟังเสียงหายใจหรือไม่ก็มีกล้องจับภาพการเคลื่อนไหว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกลและแพงขึ้นมากโดยการใช้ motion sensors (เครื่องมือไฟฟ้าขนาดเล็กจับการเคลื่อนไหว)หนีบไว้กับผ้าอ้อมหรือวางไว้ใต้ที่นอน หรือไม่ก็ใช้ถุงเท้าส่งสัญญาณอัตราการเต้นของหัวใจและปริมาณก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไป 

พ่อแม่เหล่านี้มีอยู่จริงในประเทศพัฒนาแล้วหรือแม้แต่ในบ้านเราโดยเฉพาะที่มีเงินทองซื้ออุปกรณ์ในราคาเหยียบหลายหมื่นเพื่อตัดความกังวลใจ(ถุงเท้าที่กล่าวถึงขายได้ปีละกว่า 300,000 คู่ในสหรัฐ)

อุปกรณ์ใช้ได้ดีอยู่ระยะหนึ่งเพราะส่วนใหญ่มิได้รับการรับรองปัญหาก็คือสัญญาณ wifi ของเครื่องถูกแทรกแซงเพราะในบ้านมีอุปกรณ์ใช้ wifi อยู่แล้วหลายประเภท บางครั้งก็มีเสียงดังเตือนขึ้น พ่อแม่วิ่งหน้าตาตื่นไปดูเพราะเป็นสัญญาณว่ามีการหยุดหายใจเกินกว่า20วินาทีแต่ก็ไม่พบสิ่งใดถึงกระนั้นก็ยังมีพ่อแม่พร้อมที่จะซื้อเพื่อความสงบแห่งจิตใจ

ปัจจุบันกรณีของ SIDS ลดไปเป็นอันมากเพราะพ่อแม่มีความรู้ดีขึ้น เช่น ไม่เอาตุ๊กตาวางไว้ข้างตัวลูก ให้ลูกนอนหงายจนถึง 1 ขวบ (การนอนคว่ำอาจทำให้หัวสวยแต่จมูกอาจกดกับที่นอนได้) ไม่ให้มีผ้าหลายผืนพันตัวลูกรุงรัง ไม่ให้มีเชือกอยู่ใกล้ที่นอน ไม่ให้มีวัสดุอื่นอยู่ใกล้ตัวทารก ฯลฯ ซึ่งอาจกีดขวางการไหลเวียนของอากาศหรือพันคอทารกจนหายใจไม่ออกก็อาจเป็นได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอุปกรณ์ทันสมัยที่มิได้รับการรับรองเป็นสิ่งไม่จำเป็น SIDS เกิดขึ้นน้อยเต็มทีหากพ่อแม่หาความรู้และกระทำดังก่อนหน้านี้ ความกังวลจนดูแลอย่างรอบคอบเป็นสิ่งดีแต่ควรเป็นไปในแนวทางสายกลาง หากสุดโต่งเกินไปก็เสียเงินเกินควรและยังกังวลใจไม่คลายอีกด้วย การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยตรวจสอบการหายใจของทารกเป็นบางครั้งในระหว่างหลับเป็นสิ่งที่ควรกระทำแต่ไม่ควรหมกมุ่นอยู่ในความห่วงกังวลจนหาความสุขจากการมีลูกไม่ได้

ข้อแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับทารกมีดังนี้ (1)จับนอนหงายอย่างไม่มีวัสดุอยู่ใกล้ตัว (2)พ่อแม่ควรนอนอยู่ใกล้ลูกแต่ไม่นอนติดกับลูกเพราะอาจกลิ้งไปทับได้การนอนลักษณะนี้ควรเป็นไปจนกว่าจะมีอายุ6เดือน (3)การใช้เครื่องมือทันสมัยมิใช่สิ่งไม่ดีแต่ควรรู้อย่างเท่าทันว่าช่วยได้ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงของการหยุดหายใจของทารก กรณีปกติซึ่งเป็นส่วนใหญ่นั้นไม่จำเป็น 

ปัจจุบันการใช้ application บนมือถือที่จะติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจนของทารกก็เพียงพอแล้วเพียงแต่แบตเตอรี่มักหมดไปก่อน อีกวิธีหนึ่งก็คือการติดตั้งกล้องโทรทัศน์จับตาดูการเคลื่อนไหวของทารกข้ามคืน

ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตจะเห็นว่าในปัจจุบันเขาไม่ใช้แป้งฝุ่นเด็กทาตัวทารกเพื่อลดความเปียกชื้นกันแล้วทั้งนี้เพราะทำให้เด็กหายใจเอาเข้าไปในปอดเวลาใส่แป้งและแป้งเด็กอาจมีใยหินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปนอยู่ด้วย (talcumหรือฝุ่นแป้งเป็นฝุ่นที่มาจากการย่อยวัสดุธรรมชาติที่มีใยหินปนอยู่)

ความกังวลเปรียบเสมือนการนั่งเก้าอี้โยกมันทำให้เรามีอะไรทำแต่ไม่ได้ทำให้เราเคลื่อนไปไหนเลย โปรดกังวลเรื่องการอยู่รอดของทารกแต่พอควร เขา แน่และแข็งแกร่งพอตัวอยู่แล้ว ถ้าไม่ แน่จริงคงไม่ผ่านกระบวนการคลอดที่น่ากลัวออกมาได้เป็นแน่

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

NOW26