ลลิตภัทร ธรณวิกรัย

ดูบทความทั้งหมด

Head of Private Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

2 พฤษภาคม 2562
2,309

หุ้นกลุ่ม Healthcare ยังน่าสนใจลงทุนหรือไม่?

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นหลักๆของโลกต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

ทำให้เกิดคำถามจากนักลงทุนหลายท่านว่า ยังมีตลาดหุ้นใด หรือหุ้นกลุ่มใดที่ยังไม่แพง หรือสามารถเข้าลงทุนได้อีกบ้าง? คำตอบที่ได้รับจากนักวิเคราะห์ หรือ นักกลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่ คือ ตลาดหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมากนับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานดี และยังปรับเพิ่มขึ้นมาไม่มากนัก ซึ่งจะมีความเสี่ยงในช่วงขาลง (Downside Risk) ค่อนข้างจำกัด

ซึ่งหนึ่งในหุ้นกลุ่มที่แนะนำ คือ หุ้นกลุ่มบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) ของสหรัฐฯ เนื่องจาก นับตั้งแต่ต้นปี 2019 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P500) ปรับเพิ่มขึ้นมากถึง 17% แต่หุ้นกลุ่ม Healthcare ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.88% (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เม.ย.2019) ดังนั้น บทความนี้ ดิฉันจะนำเสนอมุมมองต่อหุ้นกลุ่ม Healthcare ว่าน่าสนใจลงทุนหรือไม่ค่ะ

ที่ผ่านมา กลุ่ม Healthcare มักถูกใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีมาโดยตลอด เนื่องจาก สหรัฐฯ มีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลและค่าประกันสุขภาพมีราคาแพง ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพของสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ดังนั้น จึงมีความพยายามในการเสนอกฎหมายประกันสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีข้อจำกัด

เช่น ระบบ Medicare เป็นโครงการที่สนับสนุนโดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้ทุพพลภาพและผู้ป่วยโรคไตขั้นสุดท้าย ซึ่งผู้รับบริการจะต้องจ่ายเพิ่มในการครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงานในอดีต โดยผู้สูงอายุที่มีประวัติการทำงาน 10 ปีขึ้นไปจึงจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ส่วน Medicade เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ยากจนมีรายได้ต่ำ ซึ่งต้องพิสูจน์ว่ายากจนจริงๆ เท่านั้น

สำหรับประชากรส่วนใหญ่ที่มีงานประจำจะได้รับการประกันสุขภาพผ่านบริษัทที่ว่าจ้างทำงาน โดยถูกหักค่าประกันจากเงินเดือน หรือบางรายซื้อกรมธรรม์ส่วนบุคคลเอง ซึ่งราคาก็ค่อนข้างแพง ส่งผลให้ สมัยรัฐบาลโอบามา ได้ผลักดันกฎหมาย “Patient Protection & Affordable Care Act” หรือ “Obamacare” เพื่อปฎิรูประบบประกันสุขภาพ โดยใช้กลไกทางกฎหมายภาษีบังคับให้ทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพของเอกชน ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียค่าปรับหรือเสียภาษีเพิ่ม และบังคับให้นายจ้างต้องจัดประกันสุขภาพให้ลูกจ้างให้ครอบคลุมบริการขั้นพื้นฐาน ควบคุมบริษัทประกันให้จัดเบี้ยประกันในราคาและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม ห้ามปฏิเสธคนป่วยเป็นลูกค้าประกัน อย่างไรก็ตาม ระบบนี้มีข้อจำกัดเรื่องการก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล และถูกนายจ้างมองว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนธุรกิจ

ล่าสุดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค Democrat และ นาย Bernie Sanders ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกพรรค Democrat ได้เปิดเผยแผน Healthcare ระบบใหม่ ที่เรียกว่า “Medicare for All” ซึ่งเป็นนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนได้รับสวัสดิการสาธารณสุขทุกอย่างอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะยกเลิกระบบประกันสุขภาพเอกชน และแทนที่ด้วยระบบที่ถูกจัดการโดยภาครัฐบาลทั้งหมด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกดดันโดยตรงต่อหุ้นใน “กลุ่มประกันสุขภาพ” ปรับลดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ (Pharma) และกลุ่มธุรกิจ Biotech ต่างปรับลดลง โดยได้รับ Sentiment เชิงลบจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนนโยบายที่อาจครอบคลุมไปถึงการกำหนดราคายา ตลอดจนกดดันแนวโน้มการควบรวมกิจการ (M&A) เช่นกัน

ดิฉันมองว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างความผันผวนให้กับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพียงในระยะสั้นเท่านั้น และยังไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม Healthcare ใน 1-2 ปีนี้ เนื่องจาก ปัจจุบันนโยบายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้จริง โดยพรรค Democrat กำลังยังอยู่ระหว่างการร่างนโยบายและหารือ ซึ่งคาดว่า จะมีการ Debate ครั้งแรกในเดือน มิ.ย.2019 เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020

นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ในการนำนโยบาย Medical for All มาบังคับใช้จริงค่อนข้างยาก โดยอาจไม่ผ่านการเห็นชอบของสภาคองเกรส อาจถูกต่อต้านจากบริษัทประกันสุขภาพเอกชนต่างๆ และจากประชาชนสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่าอาจเพิ่มภาระภาษีให้กับประชาชนสหรัฐฯ มากกว่า 32 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ.

ดังนั้น หุ้นกลุ่ม Healthcare ที่ปรับลดลง จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุน เนื่องจาก หุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Healthcare มักจะ Outperform เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับปัจจุบันซึ่งอยู่ในช่วงปลายวัฎจักรเศรษฐกิจ (Late Cycle) ประกอบกับ หุ้นกลุ่ม Healthcare มี Valuation ที่ถูกเมื่อเทียบกับดัชนี S&P500 โดยหุ้นกลุ่ม Healthcare ซื้อขายอยู่ที่ Valuation ต่ำกว่าดัชนี S&P500 ประมาณ 10%

ในขณะที่หุ้นกลุ่ม Healthcare ถูกปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการ (Positive Earnings Revision) มากกว่าดัชนี S&P500 โดยเฉพาะกลุ่ม Heathcare ที่เป็นธุรกิจ Biotech สอดคล้องกับผลสำรวจผู้จัดการกองทุน (Fund Manager Survey) ล่าสุด ที่บ่งชี้ว่า ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวก และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Healthcare ด้วย

 

 

ดูบทความทั้งหมดของ ลลิตภัทร ธรณวิกรัย

แชร์ข่าว :
Tags: