CEO Blog

มหัศจรรย์ มหัศจีน  

ถ้าจะไปดูงานด้านเทคโนโลยี ในประเทศที่ไม่ไกลนัก ก็มีให้เลือก 3 แห่ง คือญี่ปุ่น เกาหลี และ จีน

ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมพาผู้บริหารไปประเทศจีน บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ เพราะจีนมีอาลีบาบา หัวเหว่ย เทนเซ็น ฯลฯ บริษัทอายุเพียง 20-30 ปี แต่มีพัฒนาการที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง และทุกครั้งที่ไปเยือน ผมก็รู้สึกได้ถึงความเป็นผู้นำด้านนี้ รวมทั้งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของชีวิตคนจีนอีกด้วย

กลับจากจีน คำพูดของไกด์ยังก้องหู เขาบอกว่า.... เมื่อ 40 ปีที่แล้ว คนไทยเป็นพี่ใหญ่ของคนจีน แต่ตอนนี้ คนจีน เป็นพี่ใหญ่ของคนไทยแล้วนะ ว่าแล้วก็เล่าเรื่องคนจีนยุคยากลำบาก รอเงินโพยก๊วนจากญาติในประเทศไทย หรือรอรับเสื้อผ้าของใช้ต่างๆ ที่ญาติขนไปให้

 อดีตทูตพาณิชย์ไทยที่นั่น และคนจีน บอกกับผมด้วยคำพูดที่ตรงกันว่า ชีวิตคนจีนทุกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนน่ากลัว คำว่า “น่ากลัว” ไม่ได้แปลตามตัวอักษร แต่แปลว่า อะไรต่างๆ มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา จะมีอะไรใหม่ๆให้เห็นอีก

 ตอนรถบัสออกจากสนามบินเซี่ยงไฮ้ ไกด์ชี้ให้เห็นโรงงานแห่งหนึ่ง เขาบอกว่านั่นคือ โรงงานสร้างเครื่องบิน และคุยว่า อีกไม่นานโลกจะไม่ซื้อเครื่องบิน แค่จากโบอิ้ง และ แอร์บัส อีกต่อไปแล้ว เครื่องบินจีนนี่แหละ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 ผมค้นข้อมูลพบว่า เครื่องบินที่จีนผลิต ก็คือ เครื่องบินเจ็ต สองเครื่องยนต์ รุ่น Comac C919 พิสัยบิน 4,075 กิโลเมตร เริ่มบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 นี่ก็จะครบ 2 ปีแล้ว ต้องจับตาดูให้ดีก็แล้วกันว่า อีกไม่กี่ปี จีนจะมีเซอร์ไพรส์อะไร ให้โลกการบินพาณิชย์ได้เห็น              

รัฐบาลจีน เมื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแล้ว เราเห็นว่าเขาทำให้สำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การพัฒนารถไฟความเร็วสูง ซึ่งผ่านไปเพียงไม่ถึง 20 ปี วันนี้ จีนมีเส้นทางรถไฟกระจายเป็นเครือข่ายยุ่บยั่บไปหมด ทั่วทั้งภาคตะวันออก และอีกหลายสายกำลังมุ่งสู่จีนตะวันตก ซึ่งความเจริญยังไม่มากนัก

ภาพข่าวโทรทัศน์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ช่วงตรุษจีนเราเห็นคนจีนหลายสิบล้านคน เดินทางกลับบ้านพร้อมๆกัน เบียดเสียดยัดเยียดบนรถไฟรุ่นเก่า ใช้เวลาเดินทางอันยาวนาน แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ผมเดินทางโดยสปีดเทรน จากเซี่ยงไฮ้ ไปดูงานที่หังโจว ระยะทาง 175 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 50 นาที นั่งได้เรียบและเงียบเชียบ ตลอดทาง

รัฐบาลจีนมองว่า สปีดเทรน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ต้องเร่งสร้างและเร่งขยาย 10 ปีที่ผ่านมา เขาได้สร้างเส้นทางใหม่หรือขยายเส้นทางเดิม ปีละ 3,000 - 4,000 กิโลเมตร ปัจจุบันมีระยะทางรวมกัน 40,000 กิโลเมตรแล้ว การที่สร้างรางรถไฟความเร็วสูงไปทางตะวันตก ซึ่งไกลมาก ไม่มีเมืองใหญ่ๆ และไม่คุ้มทุน รัฐบาลมองว่ารถไฟความเร็วสูง จะนำความเจริญไปสู่ผู้คนที่นั่น ช่วยให้พัฒนาทางตะวันตกของประเทศ ได้เร็วขึ้นในอนาคต

จากเซี่ยงไฮ้ไปหังโจว เมื่อปีที่แล้ว ผมนั่งรถบัส ใช้เวลา 3 ชั่วโมง บางช่วงรถบัสผ่านเส้นทางสปีดเทรน ไกด์คนจีน เล่าให้ฟังตอนนั้นด้วยเสียงอันตื่นเต้นว่า ผมผ่านทางนี้บ่อยๆ เขาสร้างรางรถไฟเร็วมากจริงๆ ไม่กี่วันก็เห็นคืบหน้าไปไกลมาก ไม่ทันรู้ตัว ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว”... นี่แหละครับ มหัศจรรย์ มหัศจีน แม้ในความรู้สึกของคนจีนเอง

สปีดเทรนเคยประสบอุบัติใหญ่ช่วงแรก มีผู้เสียชีวิตไปหลายคน จากนั้นรัฐบาลก็มุ่งมั่นพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ทุกวันนี้จีนเป็นผู้นำของโลกด้านนี้ไปแล้ว

การเมืองที่นิ่ง และผู้นำที่แข็งแกร่ง เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้จีนพัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้ ถามว่าระบบนี้มีข้อเสียไหม คงตอบไม่ยากว่า เสรีภาพของประชาชน ยังไงก็ไม่กว้างขวางเหมือนประชาธิปไตยสมบรูณ์แบบ แต่ก็เอื้อให้รัฐบาลเขาทำอะไรสำเร็จเร็วขึ้น มีข้อดีข้อเสีย แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ

สำหรับชีวิตประจำวันของคนในสังคม จีนก็กำลังจัดระบบให้ ประชาชนทำอะไร ต้องได้รับผลของการกระทำนั้น ด้วยการ “จัดอันดับความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Credit Rating) ให้ประชาชนทุกคน ขณะนี้เริ่มใช้หลายเมืองแล้ว และจะใช้กับทุกคนภายในปลายปีหน้า

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2560 ในคอลัมน์ ศุกร์ เว้น ศุกร์ วันนี้มาอัพเดทกันอีกครั้งว่า คนจีนจะได้รับคะแนนจากความประพฤติที่ดี หรือถูกหักคะแนนเมื่อประพฤติไม่เหมาะสม และเป็นคะแนนที่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ผมได้พูดถึง สปีดเทรน ซึ่งมีเครือข่ายมากมาย แต่ท่านทราบไหมว่าขณะนี้ คนจีน 13 ล้านคน ซึ่งคะแนน SCR ถูกตัดออกไปจนถึงระดับต่ำมาก จะไม่ได้รับสิทธิให้ขึ้นรถไฟความเร็วสูง ไม่ได้รับสิทธิให้ขึ้นเครื่องบินโดยสาร และต้องเลือกใช้พาหนะอื่นที่ลำบากกว่านั้น

บางเมือง ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือยังใช้ ริงโทนพิเศษ สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ เพื่อเป็นการเตือนบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าเจ้าของโทรศัพท์นั้น เป็นคนที่มีความเสี่ยงสูง เวลาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คนเหล่านี้ก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก

สรุปก็คือ สังคมก็ต้องเปลี่ยนแปลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ราบรื่นไปหมดทุกอย่าง ผมเคยเข้าไปฟื้นฟูบริษัททริส หลังปี 2540 ก็โดนกระหน่ำอย่างหนักว่า บริษัทต่างๆกำลังเดือดร้อน ทำไมต้องเสียเงิน เสียเวลา มาจัดอันดับเครดิต หรือ อันดับธรรมาภิบาลกันด้วย ผมก็อดทนทำไป ถึงวันนี้การจัดอันดับเครดิต หรือ อันดับธรรมาภิบาล เป็นเรื่องปกติของสังคมธุรกิจไปแล้ว

ทำอะไรก็ต้องมีอุปสรรคครับ แต่ที่จีนประชาชนไม่กล้าหือหากับรัฐบาล แถมรัฐบาลยังทำให้คนจีนรวยขึ้นอย่างชัดเจนอีกด้วย

ถึงวันนี้ พี่ใหญ่อย่างไทย ซึ่งวันนี้กลายเป็นน้องเล็ก เวลาบินไปดูงานที่นั่น แค่จะใช้เงิน ก็ยังยากลำบาก เพราะเขาแทบจะไม่รับธนบัตรกันแล้ว

เฮ้อ... น้องเล็กคนไหน จะกลายเป็นพี่ใหญ่ของเรารายต่อไป นะ