ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

ดูบทความทั้งหมด

รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล

9 เมษายน 2562
1,618

'ลดเสี่ยงเพิ่มผลตอบแทน' ด้วยการกระจายการลงทุน

SET ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันที่ 4 เม.ย.2562 ให้ผลตอบแทนประมาณ 5%

หากตลาดหุ้นเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความคาดหวังของเศรษฐกิจในอนาคตของผู้ลงทุนผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เมื่อเทียบกับตลาดหลักๆทั่วโลกแล้ว ก็ต้องถือว่าเรานักลงทุน มองเศรษฐกิจไทย มีกำลังที่ร้อนแรง น้อยกว่าประเทศอื่นๆพอสมควร โดยหากดูตลาดหลักๆ อย่างอเมริกา จีน เยอรมัน ฮ่องกง ปีนี้ล้วนแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงคาดหวังการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมามากหากตลาดหุ้นเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความคาดหวังของเศรษฐกิจในอนาคตของผู้ลงทุนผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เมื่อเทียบกับตลาดหลักๆทั่วโลกแล้ว ก็ต้องถือว่าเรานักลงทุน มองเศรษฐกิจไทย มีกำลังที่ร้อนแรง น้อยกว่าประเทศอื่นๆพอสมควร โดยหากดูตลาดหลักๆอย่างอเมริกา จีน เยอรมัน ฮ่องกง ปีนี้ล้วนแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงคาดหวังการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมามาก

SET ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันที่ 4 เม.ย.2562 ให้ผลตอบแทนประมาณ 5% ประเทศหลักๆล้วนแล้วแต่ทะยานปรับขึ้นไป 2 หลักหมดแล้ว (จีนเซียงไฮ้ 31.69% , ฮั่งเส็งฮ่องกง 19.12% , S&P500 14.4%, DAX เยอรมัน 12.98% ) สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยสูงมากนัก 

แต่ก็ต้องยอมรับว่า การลงทุนในปี 2561 ที่ผ่านมา ตลาดไทยถือว่าแข็งแกร่ง (คือติดลบน้อยกว่าประเทศอื่นๆ) จึงเป็นเหตุให้เวลากลับตัวมาเราจึงไม่เด้งมากเท่าไหร่เหมือนกดสปริงบอร์ดที่หุ้นไทยในปีที่ผ่านมา เราลงไปไม่แรง เลยเด้งกลับไม่มาก 

ในขณะที่จีนทั้ง เซี่ยงไฮ้ และฮั่งเส็ง ปีที่แล้วให้ผลตอบแทนรั้งท้ายทีเดียว มาปีนี้เด้งกลับค่อนข้างแรงดี จากสถานการณ์การเจรจากด้านการค้ากับสหรัฐฯคืบหน้าไม่มาก และเห็นท่าว่าจะจบสวย เลยทำให้เม็ดเงินไหลกลับ และปรับตัวได้อย่างร้อนแรง   

อีกประเด็นหากมองกันที่ผลประกอบการของ SET ในปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า ผิดคาดหากเทียบแบบปีต่อปี กำไรหดไป 2% ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันในไตรมาส 4 ที่ปรับตัวลงมามาก แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมๆกำไรในปี 2561 ก็ผิดคาดกับที่นักวิเคราะห์นักลงทุนคาดหวัง ซึ่งต่างจากฝั่งจีน และฮ่องกงที่คาดกันก่อนหน้าว่าจะแย่จาก Trade War 

สะท้อนที่ตลาดจีนลบค่อนข้างมากในปี 2561 โดยทั้งปีตลาดจีนติดลบลงไป 26% แต่ปรากฎว่าผลประกอบการออกมากำไรทรงตัว ราคาหุ้นที่ลงไปมากเกินไปจึงถือว่าถูก อีกทั้งปีนี้ดูท่าจะมีข่าวดีเจรจาดี ต่อรองตกลงกับสหรัฐได้ดีมากขึ้น ปีนี้เลย Outperform ตลาดอื่นๆไปพอสมควร ซึ่งก็คล้ายๆกับฮั่งเส็งฮ่องกง   

ส่วนสหรัฐฯเอง กำไรปี 2561 ยังโต ได้ดีจากนโยบายภาษีที่ลดลงมา การบริโภค และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังเติบโตได้ ส่วนเวียดนามผลประกอบการยังคงดีต่อเนื่องเป็นตลาดไม่กี่ประเทศที่ยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้ 2 หลัก ปีที่ผ่านมากำไรบริษัทเวียดนามโตประมาณ 11%  

ที่ว่ามาทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างที่เราในฐานะนักลงทุนได้พิจารณาหาทางเลือกในการลงทุนที่มีมากขึ้นทั้งลงทุนทางตรงในแต่ละประเทศ หรือทางอ้อมอย่างกองทุนรวม ซึ่งง่ายและสะดวกกว่าสมัยก่อนเยอะ และมีทางเลือกให้ลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งหลายคนยังจดๆจ้องๆที่จะไปหรือจะคุ้นชินแต่การลงทุนในไทยจึงอยากให้ท่านลองดูอาจเริ่มต้นจากกองทุนรวมก่อนเอาแบบ Passive  ที่ลงทุนตามดัชนีประเทศต่างๆก็ได้ ง่ายต่อการลงทุนทุนและการติดตาม เพราะการกระจายไปต่างประเทศนอกจากจะลดความเสี่ยงแล้วยังเป็นการเพิ่มผลตอบแทนได้ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้น

ดูบทความทั้งหมดของ ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

แชร์ข่าว :