ชัชวนันท์ สันธิเดช

ดีกรีแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008 หัวข้อ สามก๊ก , นักลงทุนเน้นมูลค่า หรือ วีไอ และ นักเขียน ,นักแปลด้านการลงทุน และ ประวัติศาสตร์จีน

19 มีนาคม 2562
4,101

เลิก LTF แล้วยังไงต่อ?

มีความกังวลกันว่า หากเลิก LTF จริง เงินจำนวนนี้จะหายออกไปจากตลาดหุ้น

ปี 2562 เป็นปีสุดท้ายของการให้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF หลังจากเมื่อสามปีก่อน ได้มีการ 'ต่ออายุ' โดยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ต้องถือครองยาวขึ้น จาก 5 ปี เป็น 7 ปี มาครั้งหนึ่งแล้ว

ที่ผ่านมา มีความห่วงกังวลกันค่อนข้างมาก ว่าการยกเลิก LTF จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้ระบุตัวเลขเงินลงทุนใน LTF ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.9 แสนล้านบาท โดยในแต่ละปีจะมีเม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามาลงทุนใน LTF ประมาณ 7-8 หมื่นล้าน

จึงมีความกังวลกันว่า หากเลิก LTF จริง เงินจำนวนนี้จะหายออกไปจากตลาดหุ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวีไอและคนในแวดวงการลงทุนหลายๆ ท่าน ซึ่งก็ได้รับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

คนที่เห็นว่า 'ควรเลิก' ส่วนหนึ่งมองในมิติของ 'ความเท่าเทียม' เพราะจากข้อมูลที่พบ กลุ่มคนที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจาก LTF มากที่สุด คือกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง-สูง ถึงระดับสูง ในขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำ-ปานกลางได้ประโยชน์น้อยกว่ามาก

ด้วยมุมมองดังกล่าว การดำรงอยู่ของ LTF นอกจากจะทำให้รัฐเสียรายได้ ยังไปเพิ่ม 'ความเหลื่อมล้ำ' ให้มากขึ้นไปอีก

รุ่นพี่นักลงทุนคนหนึ่งบอกผมว่า การจะตัดสินใจว่าควรเลิก LTF หรือไม่นั้น ต้องย้อนไปดูที่จุดประสงค์ของมัน LTF เกิดขึ้นก็เพื่อดึงดูดเงินออมของประชาชนให้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีจำนวนนักลงทุนและเม็ดเงินสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก LTF จึงไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป

สำหรับฝ่ายที่เห็นว่า 'ไม่ควรเลิก' บ้างก็บอกว่า ถ้าเลิกแล้วเงินไหลออกมากๆ อาจส่งผลให้กองทุนไทยไม่มีเงินมา 'ยัน' กับ 'ฝรั่ง' จนถูก 'ลาก' ได้ตามใจชอบเหมือนที่เคยเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน

และบ้างก็แย้งว่า แม้วันนี้จะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเยอะกว่าแต่ก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกเข้าเร็ว-ออกเร็ว ไม่มีคุณภาพ การมี LTF ซึ่งช่วย 'ดึง' เงินไว้ในตลาดอย่างน้อยๆ 5-7 ปี จึงเป็นเรื่องที่ดี

โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับการยกเลิก LTF แต่ควรสนับสนุนให้กองทุนบำนาญทุกประเภท สมาคม สหกรณ์ ตลอดจนมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ หันมาลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นให้มากขึ้นเหมือนในต่างประเทศ โดยทำให้เป็นเรื่องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์

วิธีนี้จะช่วยดึงเงินก้อนใหม่เข้ามาทดแทนเงินที่หายไปจากการเลิก LTF ซึ่งน่าจะเป็นเงินที่พร้อม 'อยู่ยาว' ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่องค์กรผู้ลงทุน เพราะอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวสูงกว่าการถือเงินสดไว้เฉยๆ หรือซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำค่อนข้างมาก

ขอเพียงขจัด 'มายาคติ' ว่า 'ตลาดหุ้น' เป็น 'สิ่งชั่วร้าย' ออกไปให้ได้เท่านั้น

แชร์ข่าว :
Tags:

NOW26