เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

11 มีนาคม 2562
2,541

สงครามการค้าใกล้จบ สงครามเย็นกำลังเริ่ม

ใครที่ตามข่าวสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ คงจะสบายใจขึ้นที่เนื้อข่าวระยะหลังให้ความรู้สึกว่าข้อพิพาทต่างๆ เหมือนกำลังจะมีข้อยุติ

จากที่ทั้งสองฝ่ายพยายามเร่งเจรจากันอยู่ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดี ล่าสุด ตลาดการเงินคาดว่า สงครามคงจะยุติด้วยการสงบศึกชั่วคราว โดยสหรัฐจะประกาศลดภาษีนำเข้าจากจีนแลกกับข้อตกลงที่จีนจะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ บวกกับคำมั่นสัญญาของจีนที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้นเพื่อลดการขาดดุลการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ถึอเป็นการยอมถอยคนละก้าว เพราะชัดเจนว่า สงครามการค้าได้บั่นทอนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมาก รวมถึงเศรษฐกิจโลก

แต่แม้สงครามการค้าดูเหมือนจะจบ ที่ยังไม่จบแน่ๆ ก็คือ การไม่ยอมกันระหว่างสองประเทศนี้ในบริบทของการแย่งชิงกันเป็นประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ที่ได้สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการค้า เศรษฐกิจ การเงินระหว่างประเทศ ธุรกิจ เทคโนโลยี ไซเบอร์ และการแย่งชิงพื้นที่ทางทะเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ข้อขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยจนถูกมองว่า สหรัฐกับจีนกำลังทำสงครามเย็นยุคใหม่ เป็นสงครามที่ไม่มีการประกาศ เป็นสงครามที่ไม่มีการรบที่ใช้กำลัง แต่เป็นสงครามแย่งชิงความเป็นที่ 1 ในทุกมิติเพื่อครองอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจในโลก ดังนั้นข้อยุติเรื่องสงครามการค้าถ้าเกิดขึ้นจะเป็นเรื่องเล็กมากในบริบทของภาพใหญ่ของการแย่งชิงอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐที่จะมีต่อไปอีกนาน

สงครามเย็นยุคแรก ถ้าจำได้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามระหว่างสหรัฐและกลุ่มประเทศพันธมิตรตะวันตกกับโซเวียตและกลุ่มประเทศสังคมนิยม ที่สหรัฐต้องการลดและจำกัดอิทธิพลของโซเวียตและกลุ่มประเทศสังคมนิยมในระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ขณะที่โซเวียตต้องการเอาชนะสหรัฐในความเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก เป็นสงครามแย่งชิงอำนาจเพื่อพิสูจน์ความเหนือกว่าของลัทธิทางการเมืองสองลัทธิที่ต่างกัน คือ ทุนนิยมและสังคมนิยม ต่อสู้กันในสามมิติ หนึ่ง เศรษฐกิจวัดโดยความสำเร็จของการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเทียบกับระบบสังคมนิยม สอง เทคโนโลยี แข่งกันในแสนยานุภาพของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์และโครงการอวกาศ สาม การขยายอิทธิพลทางการเมืองไปสู่ประเทศที่สาม ในรูปของสงครามตัวแทนที่ต่อสู้เพื่อจรรโลงลัทธิการเมืองที่ต่างกัน ต่อสู้ยาวนานกว่า 45 ปี และสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับทั้งสองประเทศในแง่การใช้ทรัพยากร สงครามจบลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในเดือนมีนาคม ปี 1991 ยืนยันชัยชนะของระบบทุนนิยมและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

ปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐ กำลังถูกท้าทายจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนที่ 40 ปีของการพัฒนาประเทศ ภายใต้การผสมผสานเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกับการเมืองแบบสังคมนิยม ได้ทำให้จีนเติบโตมากจากประเทศรายได้ต่อหัวเพียง 165 เหรียญสหรัฐต่อปี ในปี 1978 เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ในปี 2019 เศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก และความยากจนลดจากร้อยละ 30 ในปี 1978 เป็นร้อยละ 1.7 ปัจจุบัน ที่สำคัญการเติบโตของเศรษฐกิจจีนมาพร้อมความยิ่งใหญ่ของจีนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การทหาร ความยิ่งใหญ่ของบริษัทธุรกิจ อิทธิพลด้านการเงิน คุณภาพการศึกษา และการพัฒนาเทคโนโลยี ในช่วงต้นสหรัฐยอมรับฐานะทางเศรษฐกิที่ดีขึ้นของจีนภายใต้ระบบตลาดเพราะแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ระยะหลัง โดยเฉพาะหลังการก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีจีนของนายสี จิ้นผิง สหรัฐเชื่อว่าจีนต้องการกลับมาเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต ต้องการเข้ามาแทนที่สหรัฐในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก และพร้อมทำสงครามเย็นกับสหรัฐในทุกมิติ

ปัจจุบัน พื้นที่ต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับจีนในสงครามเย็น สังเกตได้ง่ายจากข่าวที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือข้อพิพาททางทะเล เรื่องเศรษฐกิจ นอกจากสงครามการค้า แรงเสียดทานของจีนต่อสหรัฐก็มีให้เห็นในการแผ่อิทธิพลของจีนในระบบการเงินโลก ผ่านการให้กู้ของจีนกับประเทศอื่นๆ โดยสถาบันการเงินของจีน การส่งเสริมให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินซื้อขายระหว่างประเทศ การขยายอิทธิพลของจีนผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่างๆ การส่งเสริมให้คนจีนไปท่องเที่ยว ศึกษา และทำธุรกิจในต่างประเทศเพื่อลดแรงกดดันต่อทรัพยากรในประเทศจีน เรื่องเทคโนโลยี 

ล่าสุดข้อพิพาทเรื่องเทคโนโลยี 5G ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการแข่งกันเป็นมหาอำนาจด้านดิจิทัล เพื่อการครอบครองข้อมูลทั่วโลก การโจมตีด้านไซเบอร์ การล้วงข้อมูลการค้า การทหาร และข้อมูลอุตสาหกรรม เป็นตัวอย่างของสงครามเย็นที่กำลังเกิดขึ้น ด้านการทหาร จุดขัดแย้งสำคัญคือ พื้นที่ในทะเลแปซิฟิกที่ทั้งสหรัฐและจีนต้องการเป็นมหาอำนาจในพื้นที่นี้ สำหรับสหรัฐ พื้นที่ในคาบสมุทรแปซิฟิกได้อยู่ในการควบคุมของสหรัฐมาตลอดและสหรัฐก็ต้องการมีอิทธิพลเหนือพื้นที่นี้ต่อไป ขณะที่จีนต้องการลดอำนาจควบคุมของกองทัพเรือและกองทัพบกสหรัฐ ในพื้นที่แปซิฟิกตะวันตก คือ ทะเลจีนตอนใต้และทะเลจีนตะวันออก เพื่อรักษาประตูทางออกของจีนในการขยายอิทธิพลไปส่วนอื่นๆ ของโลก

นี่คือสามพื้นที่ที่ชี้ว่าสงครามเย็นระหว่าง 2 ประเทศหลักของโลกที่กำลังก่อตัว ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่จะมีต่อเนื่อง และสร้างความไม่นอนและความตึงเครียดให้กับการเมืองและตลาดการเงินโลกจากนี้ไป เป็นสงครามเย็นทื่จะยืดเยื้อเพราะไม่ใช่สงครามที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นสงครามที่มาจากการแข่งกันเป็นใหญ่ระหว่างสองประเทศที่อยู่ในระบบทุนนิยมและในเศรษฐกิจโลกเดียวกัน ทำให้ผลแพ้ชนะจะอยู่ที่ใครจะสายป่านยาวกว่ากัน และใครจะได้รับความเชื่อมั่นและได้รับความเชื่อถือในฐานะผู้นำของเศรษฐกิจโลก

 

แชร์ข่าว :
Tags:

NOW26