เวทย์ นุชเจริญ

ดูบทความทั้งหมด

เวทย์ นุชเจริญ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ ธนาคารกรุงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ SME และธุรกิจรายย่อย

16 มกราคม 2562
5,505

สถานะการณ์ SME ไทยปี 2561 ความท้าทายที่ต้องเผชิญปี 2562

จากข้อมูลของ จารีย์ ปิ่นทอง และนฎา วะสี แห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่สรุปภาพรวมของ SME ไทยตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2560

และข้อมูลหนี้รายสัญญา SME จำนวน 1.4 ล้านสัญญา ที่ธนาคารพาณิชย์ไทย 15 แห่งนำส่งธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อเดือนม.ค.2561 แม้จะผ่านมาแล้ว 1 ปี สะท้อนถึงภาพรวมปี 2561 ที่ SME ไทยยังคงน่าเป็นห่วงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ผลผลิตจาก SME คิดเป็น 42% ของ GDP ประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 10.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของการจ้างแรงงานทั่วประเทศ SME ทั้งหมดมีจำนวนประมาณ 3 ล้านราย มีเพียง 9,000 รายที่เป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่เป็นบุคคลธรรมดามีจำนวน 3 ใน 4 สินเชื่อ SME จากธนาคารพาณิชย์ ทั้งหมด 4.46 ล้านล้านบาท จำนวน 5 แสนกว่าราย เพียง 17% ของ SME ทั้งหมด ในหมู่ผู้กู้ 84% กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการเพียง 5 หมื่นกว่าราย หรือ 10% ของ SME ที่มีสินเชื่อ 

ในจำนวนผู้ประกอบการที่มีสินเชื่อ มีเพียงแค่ 1 ใน 4 ที่เป็นนิติบุคคล กลุ่มที่เป็นบุคคลธรรมดา 3 ใน 4 ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และสินเชื่อบุคคลที่อัตราดอกเบี้ยสูงมาก SME ที่เป็นบุคคลธรรมดาประมาณ 45% อยู่ในภาคพาณิชยกรรม มีมูลค่าสินเชื่อต่อราย ประมาณ 3 แสนบาท กลุ่มสินเชื่อต่อรายขนาดใหญ่ที่สุด มูลค่าสินเชื่อประมาณ 6 ล้านบาท ต่อรายเป็นนิติบุคคลในภาคอสังหาริมทรัพย์

ในด้านภาพรวมของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ประมาณ 250,000 ล้านบาท คิดเป็น 6.22% ของยอดหนี้คงค้าง จำนวนผู้ประกอบการที่เป็น NPL ประมาณ 40,000 ราย ประมาณ 8% ของลูกหนี้ SME ที่มียอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด ลูกค้าในกลุ่ม SME จึงเป็นกลุ่มที่เป็น NPL สูงที่สุด โดยตัวเลข NPL ของสินเชื่อขนาดใหญ่และสินเชื่ออุปโภคบริโภค ประมาณ 3% และ 2% ตามลำดับ การประเมิน NPL ดังกล่าว เป็นการศึกษาจากฐานข้อมูลหนี้รายสัญญาที่ธนาคารพาณิชย์ 15 แห่ง นำส่งธนาคารแห่งประเทศไทย หากนำตัวเลขข้อมูลสินเชื่อจากกลุ่ม SME ที่ต้องพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจำนวน NPL จะเพิ่มมากขึ้น

ประเทศไทยมีแผนส่งเสริม SME ฉบับแรกเมื่อ 16 ปีที่แล้ว แต่ SME ยังมีปัญหาเรื่องเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน หรือหลักประกันไม่เพียงพอ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ OECD ระบุว่า SME ไทยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันโดยเฉลี่ยสูงกว่าวงเงินสินเชื่อมากกว่า 5 เท่า สถาบันการเงินทุกแห่งเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อขาดความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ เพราะเกรงปัญหาเรื่อง NPL มีเพียงธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME BANK ที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ SMEที่มีความสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ SME BANk ก็มีข้อจำกัดในแง่ศักยภาพเนื่องจากมีจำนวนพนักงานและสาขาน้อยมาก

ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน มีโครงการต่าง ในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมาหลายด้าน เช่น โครงการให้ความรู้ SME ในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ยกระดับ Market Conduct หรือมาตรฐานการบริการลูกค้าของสถาบันการเงิน ปรับนโยบายการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูล และได้รับบริการอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมทั้งเรื่อง พร้อมเพย์ และ โมบายแบงก์กิ้ง เพื่อให้ SME ชำระเงินสะดวกขึ้น ค่าธรรมเนียมถูกลง รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน SME มากมาย เช่น นโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับ SME สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี แต่ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ ยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดได้

ปี 2561 ตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึงไตรมาสสุดท้าย เศรษฐกิจโลกซบเซาลงต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกโตเพียง 1-2% ปี 2562 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนสูงมาก เป็นปีที่ SME จะต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อม

อย่างไร คุยกันตอนต่อไปครับ..

ดูบทความทั้งหมดของ เวทย์ นุชเจริญ

แชร์ข่าว :
Tags: