ชลเดช เขมะรัตนา

ดูบทความทั้งหมด

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินเทค (ประเทศไทย) จำกัด

8 มกราคม 2562
3,460

Wealth Tech ที่น่าจับตามองในปี 2019

การนำ Fintech มาประยุกต์ใช้กับบริการด้านการบริหารความมั่งคั่ง

ในช่วง 2-3 ปีนี้ Fintech เป็นคำที่คุ้นหูกับคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง Fintech นั้นมีความหมายที่กว้างมาก เพราะหมายถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ระบบการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีหลากหลายธุรกิจที่นำ Fintech มาใช้ในการให้บริการกับลูกค้า โดยมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระบบการชำระเงิน ประกันชีวิต การลงทุน การกู้ยืมเงิน การระดมทุน เป็นต้น ในบรรดาแขนงของการนำ Fintech ไปใช้งานนั้น คำว่า Wealth Tech เป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงหลัง 

Wealth Tech หมายถึงการนำ Fintech มาประยุกต์ใช้กับบริการด้านการบริหารความมั่งคั่ง โดยในวันนี้ผมจะขอพูดถึงรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจใน Wealth Tech พร้อมทั้งยกตัวอย่างบริษัทที่น่าจับตามอง ดังนี้

1.Robo-advisor บริการลงทุนอัตโนมัติ จัดสรรเงินลงทุนแบบ Asset Allocation ผ่านกองทุนรวม (สามารถหาอ่านบทความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ Robo-advisor ได้ครับ) โดย Robo-advisor ถือเป็น Wealth Tech ที่มีความนิยมอย่างมากจากทั่วโลก เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ และมีเงินลงทุนเริ่มต้นที่ไม่สูง ส่งผลให้ชนชั้นกลางสามารถเข้าถึงบริการด้านการลงทุนได้อย่างทัดเทียมกับลูกค้าประเภท High Net Worth บริษัทที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ Betterment และ Wealthfront ซึ่งถือเป็นผู้นำของวงการ Robo-advisor ต่อเนื่องมาหลายปี โดยที่ Wealthfront เน้นการพัฒนา B2C Product ในขณะที่ Betterment เน้นการทำการตลาดแบบ B2B ควบคู่กับ B2C และมีที่ปรึกษาทางการลงทุนซึ่งได้รับ CFP คอยให้บริการสำหรับลูกค้าที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ USD 100,000 ขึ้นไป

2.Robo-retirement มีลักษณะการให้บริการที่คล้ายกับ Robo-advisor แต่เป็นการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณอายุโดยเฉพาะ โดยที่ Robo-retirement เป็นกระแสใหม่ของธุรกิจ Wealth Tech ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามโครงสร้างประชากรของโลกที่มีความเป็น Aging Society ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว บริษัทที่น่าสนใจคือ Blooom ซึ่งเป็นผู้นำในกลุ่มของ Robo-retirement ที่ให้บริการลงทุนอัตโนมัติผ่านบัญชีประเภท 401(k) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดโอกาสให้พนักงานได้ลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุพร้อมกับการลงทุนสมทบจากบริษัทนายจ้าง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Provident Fund หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทย

3.Micro-investing บริการลงทุนทีละน้อยจากยอดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเข้ามาแก้ Pain Point ที่ว่าคนทั่วไปไม่สามารถเก็บออมเงินได้ และไม่มีเงินก้อนเพื่อเริ่มลงทุน โดยผู้นำในกลุ่มนี้คือ Acorns ซึ่งผูกบริการ Robo-advisor เข้ากับการใช้จ่ายผ่าน Credit Card โดยทุกครั้งที่เกิดการใช้จ่าย Acorns จะปัดเศษเงินเพื่อลงทุน ตัวอย่างเช่น เมื่อซื้อของราคา USD 3.24 ระบบจะตัดเงิน USD 0.76 เพื่อไปลงทุนแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ Acorns ยังได้ทำการตลาดร่วมกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อเป็นช่องทางให้แต่ละ Brand สามารถทำ Promotion โดยการ Top-up เงินลงทุนให้กับลูกค้า Acorns ที่ซื้อสินค้าของตน

4.Digital Brokerage ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นผ่านช่องทาง Internet นั้นเกิดขึ้นมาหลายสิบปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มี Fintech Start-up ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยให้การซื้อขายหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยบริษัทที่ควรพูดถึงคือ Robinhood ซึ่งเปิดตัวบริการเทรด 0 เหรียญ หรือไม่คิดค่าคอมมิชชั่นเลย ประกอบกับการออกแบบ Mobile Application ที่สวยงามใช้งานง่าย ส่งผลให้ Robinhood สามาถเพิ่มจำนวนลูกค้าได้หลายล้านคนในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เริ่มให้บริการที่ Premium ขึ้น และให้ลูกค้าเลือกจ่ายเงินเพื่อใช้งาน Premium Feature ต่าง ๆ ได้

รูปแบบธุรกิจและรายชื่อบริษัทที่พูดถึงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Wealth Tech ที่น่าสนใจในปัจจุบัน ในโอกาสหน้าผมจะขอเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละบริษัท รวมทั้งเล่าให้ฟังว่าบ้านเรามีความพร้อมอย่างไรสำหรับการนำ Wealth Teach แต่ละแบบมาให้บริการคนไทยครับ

ดูบทความทั้งหมดของ ชลเดช เขมะรัตนา

แชร์ข่าว :