วาระทีดีอาร์ไอ

ดูบทความทั้งหมด

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

3 มกราคม 2562
2,437

ข้อมูลใช้บริการสุขภาพ สะท้อนหลากมิติความต่าง

ความเป็นธรรมด้านรายได้ ด้านการเข้าถึงการศึกษาและสุขภาพ เป็นเป้าหมายสำคัญของการดำเนินนโยบายพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ เห็นได้จาก

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคด้านรายได้ และระหว่างเพศ โดยกำหนดให้เป็น 2 ใน 17 เป้าหมายสำคัญที่ประเทศสมาชิกต้องคำนึงถึงและแก้ไข

บทความนี้ ต้องการฉายภาพสะท้อนสถานการณ์ความแตกต่างในประเด็นการใช้บริการด้านสุขภาพของประเทศไทยในช่วงปี 2550 - 2558 ในมิติด้านเพศ กลุ่มอายุ และพื้นที่ จากผลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และข้อมูลการใช้บริการสุขภาพในสถานพยาบาล กรณีผู้ป่วยใน จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ซึ่งมีสาระสำคัญ ชวนให้คิด และคำนึงถึงการกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างเพียงพอ พร้อมรับสังคมสูงวัยและสร้างความเสมอภาคในทุกมิติได้อย่างครอบคลุม

เด็ก สตรี คนชรา มีความเปราะบางต่อการเจ็บป่วย

ในระหว่างปี 2550 – 2558 อัตราการเจ็บป่วยคนไทยต่อประชากรแสนคนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 ประเทศไทยมีคนป่วยประมาณ 17,500 คนต่อประชากรแสนคน เพิ่มเป็น 22,900 คน ในปี 2558

ทั้งนี้ผู้หญิงมีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่าชายมาโดยตลอด จาก 19,700 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2550 เป็น 25,100 คนในปี 2558 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าชาย ประมาณ 4,000 - 5,000 รายต่อประชากรแสนคน

อัตราการเจ็บป่วยยังมีความแตกต่างกันตามกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีอัตราการเจ็บป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยในปี 2558 อัตราการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ เท่ากับ 46,400 ราย และของเด็กเท่ากับ 27,500 รายต่อประชากรแสนคน ส่วนผู้หญิงมีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ชายทุกกลุ่มอายุ และโดยทั่วไปอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นตามอายุนั้นอาจจะเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงจากการเสื่อมสภาพของร่างกายและผลจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ

สตรีในภาคเหนือมีความเปราะบางต่อความเจ็บป่วยสูงสุด และคนชนบท มีความเปราะบางต่อความเจ็บป่วยมากกว่าคนเมือง

ทุกภาคของไทย มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้น และผู้หญิงในภาคเหนือมีอัตราการเจ็บป่วยสูงสุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ โดยในระหว่างปี 2550 – 2558 ผู้หญิงในภาคเหนือมีอัตราการเจ็บป่วยประมาณ 24,400 ราย เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30,500 รายต่อประชากรแสนคน

ด้านความต่างเชิงพื้นที่ ยังสะท้อนว่า ผู้ที่อาศัยในชนบทมีอัตราเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเมืองประมาณ 2,000 รายต่อประชากรแสนคน โดยในปี 2558 อัตราการเจ็บป่วยของคนในชนบท มีประมาณ 24,000 รายต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 17,900 ราย ในปี 2550 ซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะเศรษฐานะที่ต่ำกว่าและการทำงานหนัก ที่ทำให้ผู้อาศัยในชนบทมีคุณภาพชีวิตในภาพรวมต่ำกว่าผู้อาศัยอยู่ในเมือง และผู้อาศัยอยู่ในชนบทส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนสูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ชายและคนกลุ่มวัยอื่นๆ

ชายป่วยน้อยกว่าแต่ใช้ทรัพยากรในการรักษาสูงกว่าหญิง

แม้โดยรวมผู้หญิงมีอัตราป่วยนอนโรงพยาบาลมากกว่าชาย แต่ผู้ชายใช้ทรัพยากรโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้หญิงทุกปี และมีวันนอนเฉลี่ยสูงกว่าผู้หญิงประมาณ 1 วัน ทั้งนี้วันนอนในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับสาเหตุการเข้ารักษาพยาบาล ผู้ชายส่วนใหญ่ ร้อยละ 15 ใช้บริการเนื่องจากอุบัติเหตุ รองลงมาคือ โรคเกี่ยวกับการติดเชื้อและโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ชายในกลุ่มอายุ 15-39 ปี ร้อยละ 28 เข้ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เพราะอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ ส่วนผู้หญิงในกลุ่มอายุเดียวกัน ร้อยละ 60 ใช้บริการเนื่องจากการตั้งครรภ์ รองลงมา คือ โรคติดเชื้อ โรคปรสิตบางโรคและโรคเกี่ยวกับระบบการหายใจ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้ชายยังใช้ทรัพยากรมากกว่าผู้หญิงในทุกพื้นที่ โดยพื้นที่ภาคใต้ มีความต่างมากที่สุด ระหว่างการใช้ทรัพยากรของชายและหญิง รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรุงเทพมหานครใช้ทรัพยากรในการรักษาพยาบาลสูงสุด

กรุงเทพมหานครใช้ทรัพยากรในการรักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในมากที่สุด และผู้ป่วยมีวันนอนในสถานพยาบาลเฉลี่ย 9 วัน ซึ่งสูงกว่าพื้นที่อื่นๆทุกปี อยู่ที่ประมาณ 3-4 วัน รองลงมา คือ ภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนภาคที่มีการใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด คือ ภาคใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ

สรุปว่าแม้การเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้บริการสุขภาพชี้ว่า กลุ่มเด็ก สตรี และคนชราเป็นกลุ่มที่ความเปราะบางต่อการเจ็บป่วยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ

ส่วนผู้ชายแม้จะเจ็บป่วยน้อยกว่าผู้หญิง แต่มีการใช้ทรัพยากรการรักษามากกว่าด้วยการรักษาพยาบาลผู้ประสบอุบัติเหตุและการบาดเจ็บเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผู้หญิงใช้ทรัพยากรในด้านสุขภาพมากเมื่อตั้งครรภ์และคลอดบุตร โดยผู้หญิงในภาคเหนือมีความเปราะบางต่อการเจ็บป่วยมากกว่าภาคอื่นๆ

ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพมากที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลมีทรัพยากรมากกว่าภาคอื่นๆ และยังรับผู้ป่วยตามภูมิภาคเข้ามารักษา การคมนาคม สภาพแวดล้อม ถือเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นอีกอุปสรรคสำคัญ เช่น ปี 2554 การใช้บริการสุขภาพกรณีผู้ป่วยนอก ของกรุงเทพมหานครและภาคกลางมีสัดส่วนผู้ใช้บริการสุขภาพกรณีผู้ป่วยนอกน้อยที่สุดและลดลงอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุอาจเนื่องมาจากเป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในช่วงปีดังกล่าว ทำให้คนที่มีปัญหาสุขภาพไม่สามารถเข้ารับบริการสุขภาพได้เมื่อต้องการ และเป็นช่วงที่คนใช้แรงงานบางส่วนเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาบ้านเกิดในภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากสถานประกอบการและหน่วยงานปิดทำการชั่วคราว

เพื่อให้การใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพมีเพียงพอกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และเสริมภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง จึงควรหาทางลดการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทุกประเภทโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย รวมถึงป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังของประชากรสูงอายุโดยควรป้องกันตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน

โดย... 

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

พสิษฐ์ พัจนา 

ดูบทความทั้งหมดของ วาระทีดีอาร์ไอ

แชร์ข่าว :
Tags: