จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

ดูบทความทั้งหมด

Think SmartBiz

15 ธันวาคม 2561
848

เรื่องจริงที่คนหยุด แต่ AI ไม่หยุด

ถ้าคนจะแพ้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ ก็คงมีสิ่งเดียวเท่านั้นก็คือ เมื่อคนอยู่นิ่งและหยุดการเรียนรู้

ไม่มีอะไรที่จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี ที่ประเทศชาติควรเสริมให้เกิดความ “มั่นคง” โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างรั้วภายนอกให้แข็งแรง แต่ข้างในอ่อนแอ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะทำให้ภายในแข็งแรง จนล้นออกไปสู่ภายนอก ด้วยการสร้างสังคมโดยรวมตามคติและความคิดที่นำไปสู่การลงมือปฏิบัติจาก “มั่งคั่ง” สู่การ “แบ่งปัน” และสร้างสรรค์สังคมให้ “ยั่งยืน”

 

ในบริบทที่เล็กลงมาจากระดับประเทศสู่ระดับองค์กร ไม่ว่าองค์กรนั้นจะเป็นหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานสาธารณกุศลก็ตาม ก็คือการสร้างทัศนคติ หรือชุดความคิดของคนภายในองค์กรให้ตื่นรู้ ตื่นตัว และติดตามความก้าวหน้าที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่แรงงานในหลายประเทศกำลังตื่นกลัวกับกระแสการใช้หุ่นยนต์ (Robot) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ในขณะที่นโยบายของรัฐบาลในหลายประเทศก็ออกมาโอบอุ้มและซื้อเวลา โดยหวังว่าผู้คนในประเทศจะขยับปรับตัวและพัฒนาตนเองให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

แต่ประเทศจีน ประเทศที่ใหญ่ติดอันดับโลก มีประชากรมากมายมหาศาล และน่าจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมากที่สุด กลับไม่กลัวว่าคนจะตกงาน แต่กำหนดนโยบายที่รับมือกับความก้าวล้ำนำหน้าของเทคโนโลยีได้ดีที่สุด คาดการณ์ว่าในอีกสิบปีข้างหน้าประเทศจีนกำลังจะขึ้นมาเป็นประเทศที่มีการใช้หุ่นยนต์ในระดับแถวหน้า มีการใช้เทคโนโลยีทางการเงินที่ก้าวล้ำนำหน้าที่สุด จากประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “โรงงานของโลก (Factory of the World)” ที่สินค้าชั้นนำทั่วโลกต่างมาผลิตที่จีนอันเนื่องมาจากมีแรงงานจำนวนมาก มีต้นทุนที่ต่ำ อีกทั้งยังเคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าชั้นนำมากมายหลายยี่ห้อ แต่นั่นกำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

 

เมื่อแบรนด์สินค้าหลายรายการของจีนขึ้นติดอันดับ Top Five ของโลก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟน แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์รถยนต์ และกำลังเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเข้าไปในอีกหลายประเทศที่กำลังพัฒนา อาทิ เทคโนโลยีการก่อสร้าง เทคโนโลยีรถไฟฟ้า (ความเร็วปานกลาง และความเร็วสูง) เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีทางการเงิน เทคโนโลยีทางการแพทย์

 

จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะหยุดถกเถียงเรื่อง “การศึกษา” แล้วหันมาพัฒนา “การเรียนรู้” เพราะเมื่อเราพูดถึงการศึกษา เรามักจะมุ่งไปที่การศึกษาในระบบ การศึกษาเชิงโครงสร้าง การให้ความรู้ตามลำดับขั้นที่เป็นแบบแผน และการวัดผลสำเร็จผ่านการสอบ ทั้งๆที่เวลาที่คนใช้ในการศึกษาเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆในช่วงแรกของชีวิตเท่านั้น แต่เวลามากกว่า 2 ใน 3 ของการใช้ชีวิต เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ เป็นช่วงเวลาแห่งการทำงาน เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างผลงาน และเป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิตที่แท้จริง ซึ่งสภาพแวดล้อมรอบตัวทุกคน เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและไม่มีใครไปกำหนดให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดังนั้นการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากกว่าข้อสอบในชั้นเรียนมากมาย

 

ถ้าคนจะแพ้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ ก็คงมีสิ่งเดียวเท่านั้นก็คือ เมื่อคนอยู่นิ่งและหยุดการเรียนรู้ ซึ่งเราเห็นสิ่งนี้ได้ในทุกวันในทุกองค์กร คนทำงานที่อยู่กับการทำอะไรซ้ำเหมือนเดิมทุกวัน และใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งกับการแก้ปัญาหาซ้ำซากเดิมๆ โดยไม่คิดปรับปรุงหรือป้องกันการเกิดซ้ำ แล้วก็มานั่งบ่นกันว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยกำลังจะเข้ามาแย่งงานหรือทำให้ตัวเองต้องตกงาน แต่ AI มีระบบหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวมันก็คือ Machine Learning ที่ทำให้มันเรียนรู้ตลอดเวลา จนดูเหมือนว่ามันหิวกระหายข้อมูลแบบไม่รู้จักพอ

 

แล้วคนประเภทไหนที่สามารถเอาชนะ AI ได้ ก็คนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและมีความฉลาดที่เหนือกว่า หลายกรณีที่มีความพยายามจัดการแข่งขันหรือทดสอบระหว่างความสามารถของคน กับความสามารถของ AI อาทิ การจัดแข่งขันหมากกระดาน (หมากรุก และโกะ) ระหว่างแชมป์ที่เป็นคน กับระบบปัญญาประดิษฐ์ เมื่อผ่านการแข่งขันในจำนวนครั้งที่มากขึ้น AI ก็มีฐานความรู้ที่มากเพียงพอจนสามารถวิเคราะห์เกมการเดินได้เกือบจะทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ และสามารถเอาชนะแชมป์ได้ในที่สุด

 

แต่โลกยุคหน้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น AI จะเป็นเพียงนอมินีของคนยุคใหม่ AI จะกลายเป็นผลผลิตของคนที่มีความชาญฉลาด องค์กรชั้นนำต่างๆจะสร้าง AI ขึ้นมาแข่งขันกัน เรากำลังจะก้าวสู่ยุคการแข่งขันด้วยตัวแทนที่เป็น AI ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนต่อคนโดยตรง ทุกวันนี้เราจะเห็นผู้ให้บริการ E-Commerce ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon Alibaba JD.com และอีกหลายผู้ให้บริการ กำลังพัฒนา AI ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ติดตามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไปในทุกที่(เปิดเว็บไซต์ไหนก็เจอ) พยายามนำเสนอสินค้าที่เชื่อว่าคนคนนั้นกำลังค้นหาอยู่ และพยายามคิดโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม จนเชื่อว่าต่อไปอาจจะถึงขั้นมีโปรโมชั่นเฉพาะคน

 

ดังนั้นกระบวนการที่เกี่ยวข้องการการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดในโลกนี้ ที่เดิมเคยใช้คนทำงาน แต่เมื่อคนหยุด(การเรียนรู้) ก็จะถูก AI เข้าไปแทนที่ ส่วนกระบวนการที่ต้องใช้การปฏิบัติการหรือลงมือทำ เช่นงานก่อสร้าง งานเกษตรกรรม งานการผลิต งานขนส่งต่างๆ ก็จะถูก Robot เข้าไปแทนที่ ดังนั้นอย่าหยุดเรียนรู้ เพราะ AI ไม่เคยหยุด

ดูบทความทั้งหมดของ จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

แชร์ข่าว :
Tags: