“คน” ต้องมาก่อน “เทคโนโลยี” (12) ปัญหา “ข่าวปลอม" ***

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงฐานข้อมูล “โฆษณาทางการเมือง” หรือ political ads ที่ปล่อยช่วงหาเสียงเลือกตั้งบนเฟซบุ๊คกับกูเกิล

ซึ่งไม่เพียงแต่รวบรวมสื่อหาเสียงมาไว้ที่เดียวกันเท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดมาตรฐานชุมชน (community standards) ของเนื้อหาเหล่านี้ด้วย โดยโซเชียลมีเดียยักษ์ทั้งสองเจ้า หวังว่าฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ ในฐานะผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีข้อมูลมากขึ้นในการตัดสินใจ และความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นนี้ก็น่าจะช่วยสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้นักการเมืองและผู้ทำทำแคมเปญหาเสียงแข่งกันสร้างเนื้อหาที่ไม่ละเมิดแนวปฏิบัติชุมชน ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่เฟซบุ๊กกำหนดเป็นมาตรฐานชุมชนมีอาทิ การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เนื้อหาลามกอนาจารโจ๋งครึ่ม การสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอม (fake accounts) ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรง (hate speech) เป็นต้น

นอกจากจะทำฐานข้อมูลโฆษณาทางการเมือง เฟซบุ๊คยังออกรายงาน การบังคับใช้มาตรฐานชุมชน” (Community Standards Enforcement Report - https://transparency.facebook.com/community-standards-enforcement) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานชุมชน ซึ่งมาตรฐานนี้ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องให้ทันกับสถานการณ์ และเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้

นอกจากปัญหา hate speech และเนื้อหาอื่นๆ แล้ว โซเชียลมีเดียยังเผชิญมรสุม ข่าวปลอม หรือ fake news ซึ่งหมายถึงเนื้อหาเท็จที่ผู้สร้างเจตนาทำให้คนเข้าใจผิดว่า เป็น “ข่าว” จาก “สำนักข่าว” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น อยากได้เงินค่าโฆษณา หรือหวังผลทางการเมือง 

วันนี้การหาวิธีจัดการกับ “ข่าวปลอม” ได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนสำหรับโซเชียลมีเดียทุกบริษัท ในคอลัมน์นี้ผู้เขียนเคยเขียนไปหลายตอนแล้วเรื่องความพยายามที่จะรับมือกับปัญหา “ข่าวปลอม” ด้วยโค้ดคอมพิวเตอร์ (code) และธรรมเนียมปฏิบัติ (norms) อย่างเช่นมาตรฐานชุมชน ซึ่งทำได้ในทางที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก หรือเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายกลั่นแกล้งประชาชน

ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างการใช้โค้ดกับธรรมเนียมปฏิบัติจัดการกับข่าวปลอมไปแล้ว เช่น เฟซบุ๊คประกาศไม่อนุญาตให้สำนักข่าวปลอมรับโฆษณา เพื่อขจัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของการทำข่าวปลอม ส่วนกูเกิลก็ออกแอพพลิเคชั่น Google News เวอร์ชั่นใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้แยกแยะ “ข่าวปลอม” ได้ดีขึ้น โดยโค้ดของกูเกิลจะแสดงผลข่าวตามพิกัดของผู้ใช้ และรายงานความคืบหน้าของข่าวต่างๆ ที่เราติดตามอยู่ นอกจากนี้ เมนูจะมีฟังก์ชั่น “Full Coverage” เทียบให้เราเห็นว่า ข่าวเรื่องเดียวกันนั้นสื่อแต่ละค่ายรายงานแตกต่างกันอย่างไร ทั้งเนื้อหาที่เป็นข้อเขียน คลิปวีดีโอ และสื่ออื่นๆ ซึ่งคัดกรองเนื้อหาเฉพาะจากสื่อที่กูเกิลจัดว่าน่าเชื่อถือ ดังนั้นทุกคนจะมองเห็นเนื้อหาเดียวกันหมด 

สำหรับฤดูเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในประเทศไทย ผู้เขียนคิดว่าเครื่องมือและนโยบายของเฟซบุ๊คกับกูเกิล ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้น สามารถนำมาใช้กับการจัดการ ข่าวปลอมและโฆษณาทางการเมืองแย่ๆ ในโลกออนไลน์ไทย ที่ละเมิด Community Standards ได้เช่นกัน 

สำนักข่าวมืออาชีพในไทยควรรวมตัวกันจับมือกับกูเกิล เฟซบุ๊ค และไลน์ โซเชียลมีเดีย 3 ค่ายใหญ่ที่คนไทยนิยมใช้ ในการติดตามตรวจสอบเนื้อหาข่าวที่น่าสงสัยว่าเป็น ข่าวปลอม และแสดงผลให้ผู้ใช้ตระหนักอย่างชัดเจน ส่วนในฝั่งของผู้ใช้ ผู้เขียนเห็นว่าก็สามารถรวมตัวกันเรียกร้องโซเชียลมีเดียเหล่านี้ให้ลบเนื้อหาที่ชัดเจนว่า เป็นข่าวปลอม หรือละเมิด Community Standards ของค่ายได้อยู่แล้ว

วิธีจัดการกับประเด็น “ข่าวปลอม” ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าเป็นห่วงมากกว่านี้มาก คือ การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (ไอโอ ย่อมาจาก Information Operations) ในโซเชียลมีเดีย ของคณะเผด็จการทหาร ซึ่งปัจจุบันครองอำนาจทางการเมืองในไทย และสมาชิกคณะหลายคนก็เตรียมตัวจะลงสนามเลือกตั้งด้วย ประกอบการกลั่นแกล้งปิดปากผู้ที่ออกมาวิจารณ์ผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ ด้วยการใช้คำว่า “ข่าวปลอม” อย่างเลือกข้างและสร้างความเข้าใจผิด 

ไอโอ (IO) หมายถึง การปฏิบัติการทางทหารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการข้อมูลข่าวสารทั้งของฝ่ายตนเองและฝ่ายตรงข้ามให้เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบในการทำ ‘สงคราม’ เพื่อพยายามพิชิต ‘ฝ่ายตรงข้าม’ 

ในเมื่อเป้าหมายของไอโอ คือ การสร้างความได้เปรียบในการทำ สงครามดังนั้นเมื่อกองทัพใช้ไอโอ ย่อมแปลว่าต้องมี ฝ่ายตรงข้าม ทำให้น่าคิดต่อไปว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ใครคือ ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ของกองทัพไทยกันแน่ เพราะเราไม่ได้สู้รบกับประเทศไหนมานานแล้ว ใช่หรือไม่ว่า ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ของไอโอกองทัพคือพรรคการเมืองขั้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกยึดอำนาจโดยรัฐประหาร รวมถึงฐานมวลชนที่สนับสนุนพรรค รวมไปถึงประชาชนคนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใด แต่กล้าออกมาล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเผด็จการทหารด้วย? 

ไอโอคือปฏิบัติการทางทหาร มีเป้าหมายชัดเจนว่าเพื่อพิชิตฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายไม่ใช่การสื่อสารความจริงเหมือนกับวิชาประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ในบางวาระ ไอโอจึงอาจเลือกที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง พูดความจริงครึ่งเดียว สร้างความเข้าใจผิด หรือแม้แต่สร้าง “ข่าวปลอม” เสียเองก็ได้ ถ้าคิดว่ามันจะช่วยบรรลุเป้าหมาย 

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องลักลั่นขัดแย้งไม่น้อยที่เจ้าหน้าที่ด้านไอโอของกองทัพบก “มีประชุมคณะทำงานกับกองประชาสัมพันธ์ทุกสัปดาห์” ตามรายงานข่าวของจุลสารราชดำเนินออนไลน์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=4774:2018-08-15-03-45-41&catid=168:2018-05-09-12-47-39) 

ความตอนหนึ่งว่า “หากมาดูในกรอบของกองทัพบกพบว่า หน่วยงานทางด้านไอโอนั้น อยู่ในส่วนงานของกรมยุทธการของเหล่าทัพ มีประชุมคณะทำงานกับกองประชาสัมพันธ์ทุกสัปดาห์ โดยจะกำหนด “ธีม” การให้ข้อมูลข่าวสารการประชาสัมพันธ์ ...เป้าหมายหลักคือให้ข่าวสารเพื่อสร้างการรับรู้ และเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมและงานด้านความมั่นคง โดยกองประชาสัมพันธ์จะไปคิดวิธีการนำเสนอเอง”

ในขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัฐประหารเดือน พ.ค. 2557 เราก็ได้เห็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยที่หลายกรณีเจ้าหน้าที่อ้างว่า เป็น “ข่าวปลอม” หรือ fake news ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง สร้างความตื่นตระหนก ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เลย เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป หรือล้อเลียนผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

เดือน ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้สัมภาษณ์สื่อ (ข่าว https://www.benarnews.org/thai/news/TH-fake-news-09062018163757.html ) ว่า ปอท. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าวหรือไอโอ ขึ้นมาต่อต้าน “ข่าวปลอม” หรือ fake news และ “ยังมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นในการปราบปราม ดำเนินคดีเจ้าของเฟซบุ๊ค เพจ เว็บไซต์ และบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หลายคดี”

ผลการดำเนินงานของ ปอท. เป็นอย่างไร ทำไมผู้เขียนถึงมองว่าเป็นปัญหาใหญ่?

โปรดติดตามตอนต่อไป

*** ชื่อเต็ม: “คน” ต้องมาก่อน “เทคโนโลยี” (12) ปัญหาการจัดการกับ “ข่าวปลอม” ในไทย