วีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ

ดูบทความทั้งหมด

เรื่องเล่าจากกระดาษลงเวลา [email protected]

20 พฤศจิกายน 2561
4,378

คิดบวก ... ไม่คิดแบก

การทำงานทั้งวางแผนและดำเนินการให้เป็นไปตามแผนแบบเป็นขั้นเป็นตอนนั้นใช้เวลาต่อเนื่อง

ในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายในงาน Corporate Takeovers (การเข้าซื้อหรือครอบงำกิจการบริษัท) นั้น ผมได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีความขัดแย้งกันระหว่างผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิมกับผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ (ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Hostile) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่มากนักมาโดยตลอด โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องใหญ่เรื่องแรกของประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน เมื่อผมได้เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่กลุ่มทุนธนชาติในการเข้า Takeover กลุ่มมาบุญครอง (บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) ซึ่งในขณะที่ทำงานนี้ผมอายุเพิ่งจะย่างเข้า 30 ปี แต่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้วางแผนและดำเนินการทุกอย่างรวมทั้งการขึ้นว่าคดีในศาลด้วย อันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งถือหุ้นข้างน้อยไม่ยินยอมปล่อยอำนาจควบคุมและบริหารกิจการแบบเบ็ดเสร็จที่ถือครองมายาวนาน

ในการทำงานทั้งวางแผนและดำเนินการให้เป็นไปตามแผนแบบเป็นขั้นเป็นตอนนั้นใช้เวลาต่อเนื่องนานเกือบปี ซึ่งผมรู้สึกเครียดมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กังวลว่าจะทำงานไม่ได้ตามความคาดหวังของศาสตราจารย์คนึง ฤาไชย (เจ้านายของผมในขณะนั้น) ที่เชื่อมั่นผมและเจาะจงให้ผมเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้, กังวลว่าจะทำให้ลูกความผิดหวังและเสียหาย, กังวลโน่น กังวลนี่ กังวลไปหมด ผมรู้สึกเหมือนกำลัง 'แบก' โลกอยู่ทั้งใบ
แต่ในที่สุดผมก็มาได้คิดว่า การที่ผม 'แบก' ความกังวลทั้งหลายอยู่นั้น เป็น 'ความคิดลบ' ซึ่งมีแต่จะสร้างปัญหาให้แก่ผมและงานที่ผมกำลังทำอยู่ ผมจึงสลัด 'ความคิดลบ' ซึ่งผม 'แบก' อยู่ออกไป ผมเปลี่ยนมาเชื่อว่าเมื่อผมได้ทำงานจนสุดความสามารถของผม โดยมีท่านอาจารย์คนึงซึ่งผมเชื่อมั่นในความรอบรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของท่านเป็นที่ปรึกษาให้แก่ผมด้วย ก็ต้องถือว่าผมได้ทำดีที่สุดในส่วนที่ผมควบคุมได้แล้ว ส่วนอื่นๆ ที่ผมควบคุมไม่ได้จะกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ และลูกความรวมทั้งท่านอาจารย์คนึงซึ่งได้สัมผัสกับการทุ่มเทใส่ใจของผมก็ควรจะรับผลที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าดีหรือเลวร้าย และหากผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ค่อยหาทางแก้ไขกันต่อไปเมื่อมันเกิดขึ้น ซึ่งผมก็โชคดีที่สามารถทำงานได้สำเร็จ There is a little difference in people, but that little difference makes a big difference. The little difference is attitude. The big difference is whether it is positive or negative. (Clement Stone)

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่กลุ่มบริษัทของ คุณณพ ณรงค์เดช หลังจากที่การเข้าซื้อหุ้นเพื่อ Takeover บริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทำให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ไปฟ้องคดีทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศหลายคดีเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ก้อนโตที่คาดว่าจะได้รับ และผลประโยชน์นี้ก็ได้ทำให้เกิดการเข้าใจผิดลุกลามกลายเป็นปัญหาขัดแย้งในครอบครัวของคุณณพด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้สื่อโจมตีทั้งตัวคุณณพเองและบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงธนาคารที่ได้ให้เงินกู้ตามธุรกิจปกติแก่โครงการของบริษัทที่คุณณพ Takeover มานี้ด้วย

เนื่องจากผมเป็นผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดดี ผมจึงรู้สึกว่าการใช้สื่อโจมตีโดยข้อความที่เป็นเท็จนี้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีเป้าหมายทำลายล้างแบบผิดทำนองคลองธรรมเพื่อเอาชนะคุณณพและทำให้ธนาคารที่ให้เงินกู้โดยสุจริตเสียหาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ก็คงยากที่จะรับได้ แต่คุณณพก็ไม่ได้ตอบโต้ มุ่งที่จะทำธุรกิจและแก้ปัญหาการเข้าใจผิดในครอบครัว รวมทั้งต่อสู้คดีทั้งหมดที่ฝ่ายต่างๆ มุ่งสร้างให้เกิดความยุ่งยากรำคาญใจไปตามครรลองของกฎหมาย เข้าลักษณะที่ผมเรียกว่า 'คิดบวก...ไม่คิดแบก' อย่างที่สุด

ผมเองก็เคยโดนการใช้สื่อโจมตีแบบ 'เท็จทุกบรรทัด' มาเช่นเดียวกัน แต่คนที่เขียนใช้นามปากกาไม่ใช้ชื่อจริง ผมจึงหมดโอกาสที่จะไปชี้แจงความจริงให้กระจ่างหรือถามหาเหตุผลว่าเขาเขียนให้ร้ายผมด้วยเหตุผลหรือความจำเป็นใด แต่ผมก็เลือกที่จะปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปโดยไม่ใช้กระบวนการกฎหมายไปเรียกร้องความถูกต้องเป็นธรรม

ผม 'คิดบวก' ว่าคนที่มีสามัญสำนึกจะไม่มีทางเชื่อข้อความโจมตีในลักษณะบัตรสนเท่ห์นี้โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง ส่วนคนที่เชื่อเรื่องเท็จที่กุขึ้นมาแล้วนำไปเม้าท์มอยต่อโดยไม่ใช้วิจารณญาณก็คงมีเหตุผลของเขา และแม้ว่าสื่อโจมตีนี้จะทำให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียงได้สำเร็จตามความมุ่งหมายของใครก็ตาม ผมก็ไม่เดือดร้อน ผม 'ไม่คิดแบก' ความกังวลเรื่องชื่อเสียงหรือสิ่งภายนอกที่ผมควบคุมไม่ได้ ผมเพียงแต่ต้องทำหน้าที่ของผมต่อไปให้ดีที่สุด แล้วผมก็จะยุติเมื่อถึงเวลาที่ผมสมควรลาจากหน้าที่การงานที่ผมรักไป รวมทั้งลาจากโลกนี้ไปเมื่อเวลาของผมมาถึง
...โลกก็เหมือนสะพาน เราแค่เดินผ่านแล้วก็จากไป (ท่าน ว.วชิรเมธี)

www.facebook/Weerawong: Wonderful Ways

ดูบทความทั้งหมดของ วีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ

แชร์ข่าว :