จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

ดูบทความทั้งหมด

Think SmartBiz

7 ตุลาคม 2561
2,757

โลกเปลี่ยน สังคมป่วน ตลาดเปิด

สมัยก่อนแหล่งความรู้ของคนทำงาน คงไม่พ้นหนังสือ วารสาร ห้องอบรม รายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาด้านวิชาการ วิชาชีพ การใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งความบันเทิงส่วนตัว ในระบบการศึกษาครูผู้สอนหรืออาจารย์คงเป็นผู้ที่มีบทบาทหลักในฐานะสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้จากแหล่งต่างๆมาสู่นักเรียนและนักศึกษา เพราะถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ มีทักษะการเรียนรู้ สามารถรวบรวมและสกัดเอาสาระสำคัญจากแหล่งความรู้ต่างๆมาสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่มีความรู้มากขึ้น

 

เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเมื่อต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการและสัมมนาเกี่ยวกับเทคนิควิธีการในการบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนแนะนำเครื่องมือในการยกระดับผลิตภาพในกระบวนการทำงานให้สูงขึ้น บรรยากาศภายในงานแสนคึกคัก ไม่ใช่แค่คนทำงาน แม้กระทั่งนักศึกษาระดับอุดมศึกษาก็เข้ามาค้นคว้าหาความรู้เปิดหูเปิดตากัน สมัยที่โทรศัพท์พกพายังเพิ่งเริ่มต้นและมีราคาสูง อีกทั้งยังไม่มีความสามารถ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูป นำทาง เล่นเกม และอีกสารพัดเท่า smart phone ยุคนั้นผู้คนใช้การ “จด” และการ “จำ” แต่ในยุคโลกเปลี่ยนจากความก้าวล้ำนำสมัยของเทคโนโลยี สังคมปั่นป่วนจากแนวคิดที่ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมอีกต่อไป ตลาดใหม่ๆก็เปิดกว้างมากขึ้น หลากหลายขึ้น และท้าทายมากขึ้น

 

ความรู้ด้านการจัดการสมัยใหม่ที่แพร่หลาย ไม่ได้เกิดจากการตกผลึกทางความคิดในระยะเวลาสั้น หากแต่ได้ผ่านการทดลองวิจัยและนำไปใช้ในองค์กรนำร่อง เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้นั้นๆจะช่วยทำให้องค์กรต่างๆมีสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กว่าความรู้ด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์กรที่เรียกว่า Balanced Scorecard ที่ฮิตมากในสองทศวรรษที่ผ่านจะเกิดขึ้นก็ใช้เวลาหลายปี และเมื่อถูกถ่ายทอดและนำไปใช้อย่างแพร่หลายก็เห็นว่าความรู้นั้นๆยังไม่เพียงพอ มีการเก็บข้อมูล เข้าไปศึกษาวิจัยในบริษัทที่ทดลองใช้ ซึ่งมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว จนรู้ว่าอะไรคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ถึงได้ผลิตตำราออกมาต่อเนื่องอีกหลายเล่ม เพื่อขยายมุมมองของการใช้เครื่องมือหรือระบบการจัดการนั้น

 

ปี 2005 ผู้เขียนสองท่าน W. Chan Kim และ Renee Mauborgne ได้ร่วมกันแต่งหนังสือชื่อดังติดอันดับขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในโลก จากการศึกษาวิจัยมาเกือบทศวรรษ ด้วยการเปิดแนวคิดใหม่ทางด้านกลยุทธ์การตลาดในชื่อ Blue Ocean Strategy หนังสือที่ทำให้นักธุรกิจและนักการตลาดต้องหันกลับมาสำรวจตรวจสอบตัวเองว่า ยังติดกับดักทำธุรกิจวนเวียนอยู่ใน "น่านน้ำสีแดง" ที่สุดท้ายต้องจบลงด้วยการแข่งขันกันส่งเสริมการขายและลดราคา มาสู่การแสวงหาตลาดใหม่ที่เรียกว่า “น่านน้ำสีคราม”

 

ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการสื่อสารหลักแบบเปิดกว้าง ที่เชื่อมคนเชื่อมโลกเข้าหากันแบบไร้รอยต่อ เกิดสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบไม่มีขีดจำกัด โลกธุรกิจเริ่มปรับตัวจาก B2B (Business to Business) จนกลายมาเป็น B2C (Business to Customer) และกำลังเพิ่มพลังความสามารถทางธุรกิจไปถึง C2C (Customer to Customer) โดยตัดคนกลางออกไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้โลกการค้าและการแข่งขันทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่

 

ผ่านไปหนึ่งทศวรรษ Kim และ Mauborgne กลับมาอีกครั้ง จากการศึกษาวิจัยจนได้แนวคิดใหม่ที่สอดรับกับยุคอินเทอร์เน็ต นวัตกรรม และความก้าวล้ำนำหน้าของเทคโนโลยี หนังสือ Blue Ocean Shift ที่เปิดตัวเมือปี 2017 เป็นหนังสือที่สอดรับกับความท้าทายใหม่ในโลกปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอตัวอย่างจริงที่สร้างแรงบันดาลใจจากองค์กรและอุตสาหกรรมหลากหลายที่สามารถฝ่ามรสุมก้าวไปสู่น่านน้ำใหม่สีครามได้อย่างมั่นใจ ด้วยการสร้างสิ่งใหม่จากแนวคิดเดิมที่เป็นการทำลายอย่างสร้างสรรค์ (creative destruction) มาสู่การสร้างสรรค์แบบไม่ทำลาย (nondestructive creation)

 

ในการปฎิรูปโครงสร้างทางอุตสาหกรรม เยอรมันกำลังบอกว่าการผลิตจะเข้าสู่ยุค 4.0 ยุคที่เครื่องจักรและระบบการผลิตอัตโนมัติสามารถคุยกับเครื่องจักรด้วยกันได้ สามารถสื่อสารสร้างสัมพันธ์กับใครก็ได้ในโลกผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และเก็บข้อมูลมากมายในคลาวด์ที่พร้อมจะนำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้กลายเป็นความชาญฉลาดเทียม (AI) และประเทศชั้นนำต่างๆในโลกก็เห็นพ้องต้องกันว่าใช่ ดังจะเห็นได้ว่าแม้แต่มนุษย์เรา ก็มีร่างอวตารในโลกเสมือน บางคนมีมากมายหลายร่างในหลายสถานะบนสังคมออนไลน์

 

ในธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง กำลังขยายช่องทางเพื่อเปิดตัวเองให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าถึงและทำธุรกรรมต่างๆได้ง่ายดายด้วยตัวเอง โดยมี App บนสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญ ก่อนหน้านี้บางคนอาจจะบอกว่ารถยนต์เป็นปัจจัยที่ห้าของมนุษย์ แต่ผมเชือว่าสมาร์ทโฟนต่างหากที่แทรกตัวเข้าไปอยู่ทุกที่และเป็นปัจจัยที่ห้าอย่างแท้จริง ในขณะที่ IoT จะกลายเป็นองค์ประกอบหรือชิ้นส่วนสำคัญที่จะฝังตัวเข้าไปอยู่ในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ไม่มีชีวิตแทบทุกอย่าง

 

ในธุรกิจบริการ ตลาดใหม่ๆกำลังเกิดขึ้นอีกมากมาย และทุกคนก็สามารถเข้าถึงได้ไม่ยากในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องรู้จัก ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า ไม่ต้องสนใจว่าต่างฝ่ายอยู่ที่ไหน ไกลกันมากน้อยเพียงใด เพราะเทคโนโลยีได้เชื่อมโลกเชื่อมเราเข้าหากันหมดแล้ว ตลาดใหม่ที่น่าสนใจและนักธุรกิจกำลังเข้าไปก็คือ ตลาดผู้สูงวัย (หลังเกษียณอายุ 60 จนถึง 80 ปี) ตลาดใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ทั้งไฮเทค (ความก้าวล้ำนำสมัย) และไฮทัช (สัมผัสที่อบอุ่นและห่วงใย) ครั้งหน้ามาดูกันว่ามีธุรกิจและนวัตกรรมอะไรบ้างเพื่อผู้สูงวัย

ดูบทความทั้งหมดของ จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

แชร์ข่าว :
Tags: