ชยนนท์ รักกาญจนันท์

ดูบทความทั้งหมด

Co-Founder FINNOMENA

24 เมษายน 2561
3,578

การปรับตัวของผู้ประกอบการ หลังการมาของอาลีบาบา

การปรับตัวของผู้ประกอบการ หลังการมาของอาลีบาบา

สัปดาห์ที่แล้ว (วันที่ 19 เม.ย.) นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหาร อาลีบาบา กรุ๊ป ได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาด้านการลงทุนและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงมีการลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนในการสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC ด้านการพัฒนาธุรกิจ SME และบุคลากรด้านดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ประเด็นคือ เรื่องนี้ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนหลายอย่างในระยะยาวสำหรับเมืองไทยนะครับ

เอาแค่สั้นๆ รมว.อุตสาหกรรม นายอุตตม สาวนายน ได้ชี้แจ้งว่า โครงการลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub จะมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีนี้แล้วเสร็จเปิดดำเนินการได้ในปีหน้า ซึ่งจะมีธุรกิจรายย่อยได้ประโยชน์ราว 30,000 รายในระยะแรก นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอาลีบาบา เพื่อสนับสนุนการขายผลผลิตทางการเกษตรของไทย ผ่านเว็บไซต์ Tmall.com ไปสู่ลูกค้าในจีนอีกด้วย

พลังของ Tmall.com ได้แสดงให้กับชาวไทยประจักษ์แก่สายตาทันที หลังมีการประกาศลงนาม โดย Tmall.com ได้โปรโมททุเรียนหมอนทอง ผ่าน Platform ภายไปเพียงแค่ 1 นาที ก็มีชาวจีนสั่งซื้อทุเรียนไปถึง 80,000 ลูก หรือกว่า 200,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านหยวน หรือ 478 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว ผู้ประกอบการในไทย เห็นสัญาณ 60 วินาทีที่ Tmall.com แสดงให้เห็นครั้งนี้ ก็ชัดเจนว่า มันเดปิดโอกาสอะไรอีกหลายๆอย่างให้กับผู้ประกอบการในไทยทีเดียวนะครับ

สินค้าแบรนด์ไทยอะไร ที่ชาวจีนนิยมซื้อ นอกจากทุเรียน ในเวลานี้?

ที่เห็นก็มี ยกตัวอย่างเช่น นมอัดเม็ดสวนจิตรลดาที่ชาวจีนรู้กันในฐานะสินค้าพระกษัตริย์ไทย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ไม่มีแผนการเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว มีเท่าไหร่ก็ขายหมดยอดซื้อไม่เคยลดลงเลย , โฟมล้างหน้าน้ำนมวัว Beauty Buffet ซึ่งไปดังที่เมืองจีนเป็นอย่างมากในกลุ่มหนุ่มสาว , ยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุชาวจีน เห็นที่ไหนเรียกว่า กวาดซื้อเรียบที่นั่นเลย

สินค้าหลายอย่างในไทย ซึ่งตัวบริษัทผู้ผลิตก็จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่แล้ว ได้เข้าไปรุกทำตลาดในจีนมาอย่างยาวนาน ไปกรุยทางให้ผู้ประกอบการในรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลัง ได้ใช้โอกาสตรงนี้เข้าไปเสริมทัพเพื่อขายสินค้าให้ชาวจีนมาเพิ่มเติม ดังนั้น กลุ่มธุรกิจค้าปลีก จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นทันที ที่มีความร่วมมือกันเกิดขึ้นหลังจากนี้ ในฐานะของนักลงทุนในตลาดหุ้นคนหนึ่ง ก็ขอเอาใจช่วยผู้ประกอบการไทยให้ประสบความสำเร็จในการรุกตลาดจีน ที่เปิดกว้างมากขึ้นขนาดนี้นะครับ

สำหรับสินค้าเกษตร หากพิจารณาไม่เพียงเฉพาะทุเรียน จะพบว่า เกษตรกรไทย คงต้องพัฒนาและใช้นวัตกรรมเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพมากขึ้นไปอีกนะครับ เพราะอย่างกรณีขายทุเรียน 80,000 ลูกใน 1 นาที พอข่าวออกแบบนี้ปั๊บ ชาวสวนที่ปลูกผลไม้ชนิดอื่น อาจจะหันมาปลูกทุเรียนกันหมด และเร่งตัดทุเรียน ทำให้คุณภาพลดลง และไปกระทบกับชาวสวนในภาพรวม

ปัญหาแบบนี้ การสร้างแบนรด์ที่ชัดเจน ให้รู้ว่า สวนของเรา คุณภาพดีกว่าสวนอื่นๆ ก็จะแก้ไขปัญหานี้ได้ หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต ก็จะช่วยได้ก็เช่นกัน เช่น การนำ Internet of things (IoT) มาใช้ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ และรดน้ำให้ต้นไม้ในเวลาที่เหมาะสม , ติดตามสภาพหน้าดิน ความชื้น แร่ธาจุ และอุณหภูมิ ให้เหมาะสมกับพืชที่เกษตรกรปลูก

ด้านอุตสาหกรรมหนัก อย่างที่เราทราบกันว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนแรงงานในระบบจะลดลง ความหมายคือ แรงงานจะมีอำนาจการต่อรองกับผู้ประกอบการมากขึ้น ค่าจ้างแรงงานก็เริ่มขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำมาซักระยะเวลาหนึ่งแล้วนะครับ ผู้ประกอบการก็ต้องแข่งในแง่ของคุณภาพสินค้า หรือ ราคาขายที่ถูกกว่า ซึ่งแน่นอนว่า เทคโนโลยีช่วยเราได้เช่นกัน

ที่เทคโนโลยี ที่เห็นว่า น่าจะทำให้ภาคการผลิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เห็นจะเป็น การนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเข้ามาทดแทนแรงงานคน เพราะหุ่นยนต์สามารถควบคุมคุณภาพของงานบางชนิดได้ดีกว่า เหมาะกับงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆวนไปเรื่อยๆ หรือ งานที่ต้องการความแม่นยำเป็นพิเศษ

ถามว่า ถ้าไม่ปรับตัว จะเป็นอย่างไร?

ต้องอย่าลืมว่า ไม่ใช่แค่เราที่ขายสินค้าให้คนจีนเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ผู้ประกอบการชาวจีน ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าชาวไทยได้มากขึ้นผ่าน Platform E-Commerce ทั้งหลายที่มีมา และจะมากขึ้นในอนาคต ดังนั้น คำตอบต่อคำถามที่ว่า ถ้าไม่ปรับตัว จะเป็นอย่างไร? คำตอบคือ ถ้าคุณไม่ทำให้สินค้าและบริการของตัวเองคุณภาพดีขึ้น หรือ ราคาถูกลง ในอนาคต จะมีผู้ประกอบการคนอื่น มาทำสิ่งนี้ให้กับลูกค้าของคุณแทน และเมื่อนั้น หากเราคิดจะปรับตัว ก็คงสายไปเสียแล้ว

ไม่ต้องรอให้หุ่นยนต์มาแย่งงานเราหรอกครับ สินค้าจากจีนนี่ละ ที่จะมาแย่งลูกค้าเรา แล้วอาจทำให้เราว่างงานไปก่อน ... ก็เป็นไปได้ ดังนั้น ปรับตัวครับ นอกจากจะอยู่รอดแล้ว ยังมีโอกาสพุ่งทะยานด้วย ขอเอาใจช่วยผู้ประกอบการไทยทุกคน

 

ดูบทความทั้งหมดของ ชยนนท์ รักกาญจนันท์

แชร์ข่าว :