ชำนาญ จันทร์เรือง

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

17 มกราคม 2561
3,027

สัตว์ประหลาดทางการเมือง

“The old world is dying away, and the new world struggles to come forth: now is the time of monsters.”

(โลกเก่ากำลังตายจากไป และโลกใหม่กำลังฝ่าฟันเพื่อเข้ามาแทนที่ขณะนี้จึงเป็นช่วงเวลาของสัตว์ประหลาด)

Antonio Gramsci

อันโตนิโอ กรัมชี

อันโตนีโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักทฤษฎีการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิตาเลียนแนวมาร์กซิสม์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 1891 - 1937 ได้กล่าวข้อความอมตะข้างต้นมาร่วมร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งผมมักยกขึ้นมาอธิบายสถานการณ์ของการเมืองไทยในปัจจุบันอยู่เสมอ

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็นมาร์กซิสต์บริสุทธิ์ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซิสต์คนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20 โดยเขาได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมาก คือ “บันทึกจากคุก” ในระหว่างที่ถูกจองจำ เขาเป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อว่า Hegemony ซึ่งหมายถึง “การครองความเป็นเจ้า” โดยกรัมชี่เชื่อว่าผู้ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองได้นั้น ไม่อาจจะอาศัยภาวะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีแนวร่วมจากมวลชนด้วย

ช่วงเวลาของกรัมชีเป็นยุคสมัยที่เผด็จการฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยในปี 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party) ซึ่งในปี 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล หรือ Comintern ที่มอสโก ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และเบนิโต มุสโสลินีก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้

ช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดของกรัมชีคือช่วงชีวิตของการเป็นนักโทษการเมืองในช่วงสมัยเผด็จการฟาสซิสต์ โดยกรัมชีถูกจับ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 1926 และถูกส่งไปยังคุกต่างๆ และไม่ได้รับอิสรภาพอีกเลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาถูกตัดสินจำคุกกว่า 20 ปี กรัมชีใช้ชีวิตในเรือนจำหลายแห่งจนกระทั่งปี 1933 เขาจึงได้ย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ในเมืองฟอร์เมียเนื่องจากอาการป่วย และสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก เขาใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตไปกับการรักษาอาการป่วย จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อ 27 เมษายน 1937 ขณะที่อายุได้ 47 ปี

การที่ผมยกตัวอย่างของกรัมชีมาเสนอเพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ต่อสู้และคัดค้านฝ่ายเผด็จการฟาสซิสต์ตลอดชีวิตเขา ซึ่งเขาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์มาร์กซิสต์ แต่ยังไม่ทันได้เห็นความสำเร็จว่าในที่สุดเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลีก็พังทลายลงแต่ไม่ใช่ด้วยพลังของมาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์ แต่เป็นพลังของฝ่ายเสรีนิยม อย่างไรก็ตามแนวความคิดของเขาได้ถูกนำมาปรับใช้กันอย่างมากในการต่อสู้กับเผด็จการไม่ว่าจะเป็นเผด็จการในรูปแบบใดก็ตาม โดยไม่จำกัดเพียงเฉพาะเผด็จการฟาสซิสต์แต่ยังรวมถึงเผด็จการรัฐสภาในโลกปัจจุบันอีกด้วย

การที่ผมมักยกตัวอย่างของกรัมชีมาอธิบายสถานการณ์ของการเมืองไทยนั้น ก็เพราะว่าการต่อสู้ทางการเมืองของไทยเราในขณะนี้อยู่ในสภาวการณ์ที่คนรุ่นเก่าหรือคนที่มีความคิดเก่าๆพยายามย้อนยุคกลับไปสู่อดีตด้วยการรัฐประหารและกำหนดกติกา รัฐธรรมนูญ ระเบียบแบบแผน กฎหมาย ฯลฯ ด้วยการเอื้อต่อสถาบันราชการที่มีทหารเป็นแกนนำ โดยไม่ให้ความเชื่อถือต่อคุณภาพของมนุษย์ว่าจะต้องมีสิทธิมีเสียงที่เท่ากัน ไม่เชื่อในระบบการเลือกตั้งหรือระบบพรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย มีการซื้อสิทธิขายเสียง ผลการเลือกตั้งจึงไม่มีคุณภาพ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าถ้าคนดีแล้วบ้านเมืองจะดีเอง ฯลฯ

ส่วนคนรุ่นใหม่ก็พยายามที่จะนำแนวความคิดด้านเสรีประชาธิปไตย เชื่อในระบบมากกว่าตัวบุคคล เชื่อว่าจริงอยู่แม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ได้ทำให้ได้คนดีที่สุด แต่ก็เชื่อว่าอย่างน้อยยังสามารถตรวจสอบได้ ควบคุมได้ ที่สำคัญคือด่าได้ โดยเห็นแย้งจากกลุ่มแรกว่าการที่มีคนดีมาบริหารบ้านเมืองแต่ควบคุมไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้นั้นเลวร้ายกว่าการที่ได้คนไม่ดีมาแต่สามารถควบคุมได้ ถอดถอนได้

การต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มนี้ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ,รัฐประหาร 2490, รัฐประหาร 2500 และ 2501 ,เหตุการณ์ 14 ตุลา 16, เหตุการณ์ 6 ตุลา 19, พฤษภา 35, รัฐประหาร 34-49-57 จวบจนปัจจุบันก็ยังต่อสู้กันอยู่ แม้ว่าจะไม่ปรากฏให้เห็นในรูปแบบการเมืองบนท้องถนน แต่การต่อสู้ทางความคิดยังมีอยู่ตลอดเวลา

แม้ในปัจจุบันจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ที่ออกแบบมาจำกัดการเจริญเติบโตของพรรคการเมืองอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่ก็ยังมีการพยายามที่จะยื้อการเลือกตั้งหรือสร้างความลำบากให้แก่พรรคการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่การออกมาตรา 44 มาล็อกตัว พรป.พรรคการเมืองไม่ให้ใช้ได้อย่างเต็มที่ซึ่งรวมถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปที่ใช้มาตั้งแต่รัฐประหารใหม่ๆก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด

ฉะนั้น ผมจึงสามารถกล่าวได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Monsterหรือสัตว์ประหลาดหรือปีศาจทางการเมือง”นั่นเอง เพราะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายในจิตใจ ความอึดอัดขัดข้องของคนกลุ่มใหม่และเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกลัวพ่ายแพ้ของกลุ่มเก่า จะเลื่อนเลือกตั้งก็ไม่ได้เพราะประกาศต่อชาวโลกไปแล้วถึงสามครั้ง ขืนเลื่อนหรือไม่มีการเลือกตั้งอีกก็จะสูญเสียเครดิตระหว่างประเทศอย่างเรียกคืนไม่ได้

แล้วอนาคตล่ะ การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร

แน่นอนว่าจากทฤษฎีของกรัมชีได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าโลกเก่ากำลังตายลง(the old world is dying away)และโลกใหม่กำลังต่อสู้เพื่อเติบโตต่อไป (and the new world struggles to come forth) สำคัญว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่และอย่างไรเท่านั้นเอง แต่ที่แน่ๆตอนนี้เรากำลังอยู่กับปรากฏการณ์สัตว์ประหลาด(now is the time of monsters)ทางการเมือง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะช้าหรือเร็วกงล้อการเมืองไทยก็ต้องหมุนไปข้างหน้าตามวัฏจักร์ของโลกอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่พม่าเองที่อยู่ในสภาวะสัตว์ประหลาดทางการเมืองมากว่า 50 ปียังฝืนไม่ไหว หากคนรุ่นเก่ายังฝืนกระแสโลกอยู่ เขาเหล่านั้นก็ย่อมที่จะถูกกวาดตกเวทีโลกาภิวัตน์ดังที่ประวัติศาสตร์การเมืองของโลกได้ให้บทเรียนไว้อย่างแน่นอนครับ

ดูบทความทั้งหมดของ ชำนาญ จันทร์เรือง

แชร์ข่าว :