ชำนาญ จันทร์เรือง

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

3 มกราคม 2561
14,280

ฉ้อราษฎร์บังหลวง

ในยุคสมัยที่ผู้คนกำลังจับตาว่าเรื่องของ “แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน”ว่าจะจบลงอย่างไร ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กๆว่า

เหตุใดเราจึงใช้คำว่า “คอร์รัปชั่น” ทับศัพท์จากภาษาต่างด้าวเสียจนติดปาก ทำไมเราจึงไม่ใช้คำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง”ซึ่งเป็นคำที่บรรพบุรุษของเราใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณแทน

คำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” มีที่มาจากคำว่า “ฉ้อ” ที่แปลว่า โกง เช่น ฉ้อทรัพย์ ฉะนั้นคำว่า “ฉ้อราษฎร์”ก็แปลง่ายๆว่า โกงราษฎร

ส่วนคำว่า "บังหลวง" ก็มาจากคำว่า “บัง” ซึ่งกร่อนมาจาก“เบียดบัง” ซึ่งแปลว่า ยักยอกเอาไว้เป็นประโยชน์ของตัว รวมกับคำว่า"หลวง" ที่แปลว่าที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น วังหลวง ฯลฯ ฉะนั้นคำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” หากจะแปลตามคำศัพท์ก็จะแปลได้ว่า โกงราษฎร และยักยอกเอาส่วนที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินไว้เป็นของตัว (ในที่นี้ย่อมหมายรวมของของรัฐหรือราชการนั่นเอง)

ความหมายอย่างเป็นทางการของคำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หน้า 346 นั้น ให้ความหมายว่า “การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ เก็บกินจากราษฎรแล้วไม่ส่งให้หลวงหรือเบียดบังเงินหลวง” นั่นเอง

ที่มาของคำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” นั้นแต่เดิมเราใช้คำว่า “ส่วยสาอากร” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “ภาษีอากร” ในปัจจุบัน

ลักษณะของการเก็บส่วยของอยุธยานั้น จะเน้นเก็บจากผลิตผลบางอย่างที่เจ้าและขุนนางจะนำมาใช้ประโยชน์ของตน ถ้าหากมีเหลือก็จะนำไปขายเป็นสินค้าต่อไป

แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น การเก็บส่วยส่วนใหญ่มุ่งไปในลักษณะที่จะนำไปเป็นสินค้าส่งออกโดยเฉพาะการส่งไปขายเมืองจีน

การเก็บส่วยนี้จะมีหน่วยงานราชการทำหน้าที่เก็บอยู่หลายหน่วย เช่น กรมกลาโหม กรมมหาดไทย และกรมคลัง

ดูเหมือนว่ากรมมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยราชการที่คุมดินแดนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ขึ้นไป เป็นผู้ทำการเก็บส่วยมากที่สุด เพราะมีอำนาจในดินแดนส่วนที่จะมีของป่าเป็นผลิตผลสำคัญมาก

ในอดีตจะมีสภาพของการเก็บส่วยที่เป็น พริกไทย ครั่ง ฝ้าย ตลอดจนโลหะ เงิน ทอง ฯลฯ ผ่านหน่วยงานของกรมกลาโหม กรมมหาดไทย กรมคลัง ส่งต่อไปยังพระคลังสินค้าเพื่อส่งเป็นสินค้าออก

การเก็บส่วยเช่นที่ว่านี้ทำกันมากในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 เมื่อถึงปลายรัชกาลที่ 3  การเก็บส่วยลดลง ทางราชการหันไปเก็บเงินตราแทนการส่งผลิตผลแทน

ในระบบนี้บุคคลบางคนก็อาจมีความสามารถ หรือมีช่องทางในการหาส่วยได้มากกว่าอีกคนหนึ่ง แต่คนที่หาส่วยได้น้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จำเป็นต้องเสียภาษีเท่ากับคนที่หาได้มาก

บางครั้งถ้าหาก เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง  ผลิตผลบางอย่างไม่สามารถจะหามาเป็นส่วยได้ แต่รัฐยังคงเรียกเก็บในอัตราเดิมที่กำหนดไว้ ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา

ในบางครั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเก็บส่วย มีเบียดบังส่วยไปเป็นของตน แล้วก็แจ้งมายังหน่วยราชการกลางในเมืองหลวงว่า ตนไม่สามารถเก็บส่วยได้ตามกำหนด หน่วยราชการกลางก็อาจบังคับให้ไพร่ส่วยส่งผลิตผลของตนมาอีก ดังนั้น ในบางกรณีไพร่ส่วยอาจจะต้องเสียภาษีเป็นสองเท่า

เหตุการณ์ที่เรียกว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง”นั้นเกิดมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ผู้คนในระบบนี้ พยายามหนีออกระบบส่วยสาอากรที่ว่านี้ วิธีที่จะหนีก็มี เช่น การติดสินบนข้าราชการในท้องถิ่น ให้ข้าราชการนั้นทำชื่อตนตกจากทะเบียน เมื่อชื่อตกไปจาก “ทะเบียนหางว่าว” ก็ไม่จำเป็นต้องส่งส่วยให้รัฐ บุคคลนั้นก็อาจแปรสภาพเป็นคนของข้าราชการในท้องถิ่นไป เรียกว่ายอมเป็นการ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ให้กับข้าราชการในท้องถิ่นของตนไป

หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ การยอมขายตัวลงเป็นทาส  เพราะทาสจะถูกเรียกร้องภาษีน้อยกว่าไพร่ ปกติทาสไม่ต้องเข้าเวรราชการให้รัฐบาลกลาง เพียงแต่รับใช้เจ้านายของตนก็พอ และถ้าหากต้องเสียภาษีให้รัฐบาลเป็นเงินตราก็เสียถูกกว่าเช่นปีละ ๑.๕๐ บาท

ในขณะที่ไพร่ต้องเสียเงินตราแทนแรงงานปีละ ๖ บาท หรือในกรณีที่ทาสส่วยจะต้องส่งผลิตผลก็สามารถจะส่งผลิตผลได้น้อยกว่าไพร่ ยกตัวอย่างเช่น ไพร่ส่วยดีบุกต้องส่งปีละ ๒๖ ชั่ง แต่ถ้าเป็นทาสส่วยดีบุกก็ส่งเพียง ๑๐ ชั่ง เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบการ “คอร์รัปชัน” ในปัจจุบันกับการ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ในอดีตแล้วแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่เพียงวิธีการที่ทันสมัยขึ้น และแนบเนียนกว่าเท่านั้นเอง และผลที่ตามมาไม่ว่าการ “คอร์รัปชัน” หรือ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ก็คงไม่พ้นประชาชนผู้เสียภาษีอากร เราๆท่านๆ จะดีกว่าเดิมหน่อยหนึ่งก็คือ ยังไม่ถึงกับต้องยอมขายตัวลงเป็นทาสเหมือนสมัยโบราณ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามจากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าในแง่ของการใช้ภาษานั้นคำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง”นั้นได้ให้ความหมายที่ครอบคลุมชัดเจน และเห็นภาพของพฤติกรรมมากว่าคำว่า “คอร์รัปชั่น” ซึ่งเป็นภาษาต่างด้าวที่จะต้องมาอธิบายหรือขยายความเพิ่มเติมอีก ผมจึงเห็นว่าควรที่เราควรจะหันมาใช้คำว่า “ฉ้อราษฎร์”หรือ “บังหลวง”เป็นกรณีๆไป และหากจะใช้เป็นคำรวมแทนคำว่า “การทุจริตและประพฤติมิชอบ” ตามกฎหมาย ก็ใช้คำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง”แทน

เอ๊ะ แต่ว่า “แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน”จะเข้าข่าย “ฉ้อราษฎร์” หรือ “บังหลวง”นะ หรือจะเข้าข่าย “เมื่อเสียงปืนดัง เสียงกฎหมายก็เงียบลง (inter arma enim silent leges; for among arms, the laws fall mute หรือ in times of war, the law falls silent)” แทน

ดูบทความทั้งหมดของ ชำนาญ จันทร์เรือง

แชร์ข่าว :