ลลิตภัทร ธรณวิกรัย

ดูบทความทั้งหมด

Head of Private Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

1 มิถุนายน 2560
2,744

ลงทุนอย่างไร?... ในช่วงที่Fedปรับขึ้นดอกเบี้ย

ลงทุนอย่างไร?...ในช่วงที่Fedปรับขึ้นดอกเบี้ย

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ในเดือน มิ.ย.นี้ มีเหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกคือ การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่13-14มิ.ย.นี้ หลายท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไร เนื่องจากFedได้ส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาล่วงหน้าแล้ว 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างก็มองในทิศทางเดียวกันว่าFedมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (Fed fund rate) ในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ อีก 0.25% อยู่ที่ 1.00-1.25% เนื่องจาก อัตราการว่างงานลดลงอยู่ในระดับต่ำที่4.4% และเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายระยะยาวของFedที่2% นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯยังอยู่ในระดับที่ดี จึงมีน้ำหนักมากพอที่จะสนับสนุนให้Fedตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้

สิ่งที่นักลงทุนหลายท่านอาจสงสัย คือ ทำไมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ (Yield Curve) จึงปรับลดลงจากช่วงต้นปีอย่างมาก พันธบัตรอายุ10 ปีเมื่อต้นปี 2017 อยู่ที่ 2.4443% และขึ้นมาที่ 2.4930% เมื่อFed ปรับเพิ่มดอกเบี้ยในวันที่ 15 มี.ค. และกลับมาปรับลดลงอย่างมาก โดยสิ้นเดือน พ.ค. อยู่ที่ 2.2098% ทั้งๆ ที่ Fed ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปลายปี2015 จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้อีก 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ดิฉันจึงขอสรุปเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

oในช่วงที่คุณทรัมป์ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน พ..2016ได้มีการหยิบยกประเด็นการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่เคยหาเสียงไว้หลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ตลอดจนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนโยบายเหล่านั้นต้องใช้งบประมาณภาครัฐฯ เป็นจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนคาดว่า รัฐบาลน่าจะออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินทุนมาใช้จ่าย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ตาม หลังนายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. จะเห็นได้ว่าความคาดหวังต่อนโยบายต่างๆ เริ่มลดลง หลังร่างกฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานานในการผ่านสภา เช่น การผ่านกฎหมายประกันสุขภาพในปัจจุบัน

o นักลงทุนเริ่มกลัวความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น จากความล่าช้าของการผ่านร่างกฎหมายที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของคุณทรัมป์ และความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

oนักลงทุนประเภทHedge Fundเข้ามาซื้อเก็งกำไรในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจาก คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้มากตามที่คาดไว้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มปรับลดลง

oการลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าแพงแล้ว ทำให้นักลงทุนกลับเข้าลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น

ถึงแม้ว่า ราคาพันธบัตรจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา แต่ดิฉันมองว่า นักลงทุนยังควรลดน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุค่อนข้างยาว เนื่องจาก อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำได้ส่งผลราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับที่แพง และFedยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง รวมถึงมีแนวโน้มปรับลดงบดุลบัญชีของ Fed อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น ดิฉันเห็นว่า การขึ้นดอกเบี้ยของFedจะไม่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน และราคาหุ้นส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีหุ้นสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อาจทำให้เผชิญแรงขายทำกำไรได้ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ยังส่งสัญญาณการเติบโตที่ดี เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือหุ้นที่ยังมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน เช่น หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น 

นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็มีความน่าสนใจ เนื่องจาก มูลค่าพื้นฐาน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการเคลื่อนย้ายของเงินทุนมาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในโซนเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย และ อินโดนีเซีย ส่งผลให้ค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวคาดว่าเงินดอลลาร์ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากFedมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย และ นโยบายของทรัมป์ไม่ต้องการให้เงินดอลลาร์แข็งค่ามากเกินไป

สุดท้ายนี้ ดิฉันเห็นว่า แม้ภาวะการลงทุนในตลาดการเงินจะผันผวนสูง แต่หากนักลงทุนสามารถประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่างๆ ได้อย่างรอบคอบ รอบด้าน และทันสถานการณ์ ก็จะสามารถก้าวผ่านความผันผวนต่างๆ ได้อย่างแน่นอน

 

ดูบทความทั้งหมดของ ลลิตภัทร ธรณวิกรัย

แชร์ข่าว :