รู้จักพัก รู้จักให้ ทำใจให้ปล่อยวาง

ปีเก่าผ่านไปปีใหม่เข้ามาแทนที่ เมื่อมองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมาที่ SCB มีการเปลี่ยนแปลง

เกิดขึ้นมากเพราะเป็นปีที่เราเริ่มทำ Transformation ครั้งใหญ่โดยมีเป้าหมายคือการเป็น The Most Admired Bank เมื่อเป้าหมายยิ่งใหญ่ภารกิจต่างๆ ที่ต้องทำก็ใหญ่ตามไปด้วย หน่วยงาน People ที่ผมดูแลมีโครงการมากมายที่เราต้องช่วยกันทำ ซึ่งงานเหล่านี้มีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่มาก ทำให้บางครั้งก็ทั้งหนักและเหนื่อย ต้องอาศัยความทุ่มเทและความอดทนจากทีมงานเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ทีมของผมทำงานอย่างมีความสุขโดยยึดหลักทางสายกลาง และใช้ชีวิตทุกด้านให้สมดุล ผมจึงนำเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาเล่าให้ทั้งทีมฟัง ในงานประชุมใหญ่ของทีมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเรื่องมีอยู่ว่า

เศรษฐีคนหนึ่งทำงานหนักมาก ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนมีกิจการและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล วันหนึ่งเขาพบว่าตนเองป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ไม่มีทางรักษา ไปหาหมอที่เก่งๆ หลายต่อหลายท่านก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้ เศรษฐีเสียใจมากที่ตนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จนวันหนึ่งมีคนแนะนำให้ไปหาหมอจีนท่านหนึ่ง ซึ่งได้ตรวจอาการเศรษฐีแล้วบอกว่า โรคนี้ไม่มียาใดๆ รักษาได้ แต่จะเขียนใบสั่งให้ 3 ใบ แล้วกำชับว่าให้เปิดอ่านทีละใบตามลำดับ และทำตามที่เขียนไว้อย่างเคร่งครัดจึงจะเห็นผล

เมื่อกลับถึงบ้านเศรษฐีเปิดใบสั่งใบแรกมาอ่าน ในนั้นเขียนว่า “ไปที่ชายหาดแล้วนอนเล่นบนหาดทรายวันละ 30 นาที ทำติดต่อกันจนครบ 21 วัน” เศรษฐีเกิดความสงสัยแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี ทำแล้วก็รู้สึกผ่อนคลาย เกิดความสุขสบายกายเมื่อได้นอนอยู่ท่ามกลางสายลม แสงแดด และเสียงคลื่น จากที่นอนวันละ 30 นาที ก็เพิ่มเป็นวันละ 2 ชั่วโมง และทำอย่างนี้จนครบกำหนด ในวันที่ 22 เศรษฐีเปิดใบสั่งใบที่ 2 ในนั้นเขียนว่า “ไปหาปลา กุ้ง หรือ หอย เป็นๆ มาปล่อยลงทะเลวันละ 5 ตัว ทำติดต่อกันจนครบ 21 วัน” เศรษฐีทำตามและพบว่าขณะที่ปล่อยสัตว์เหล่านั้นลงทะเลไป เขารู้สึกมีความสุขและตื้นตันในใจอย่างบอกไม่ถูก การได้ให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์เหล่านั้นก่อให้เกิดกระแสความเมตตาที่ฉ่ำเย็นอยู่ข้างใน ในวันที่ 43 เศรษฐีเปิดใบสั่งใบที่ 3 ในนั้นเขียนว่า “ไปหากิ่งไม้มาหนึ่งกิ่ง เดินไปที่ชายหาดแล้วเขียนสิ่งที่ทำให้รู้สึกโกรธหรือไม่พอใจลงบนผืนทราย” เศรษฐีทำตามและพบว่าสิ่งต่างๆ มากมายที่เขียนลงบนผืนทรายถูกน้ำทะเลซัดสาดจนลบเลือนไปทุกครั้ง เมื่อน้ำทะเลซัดตัวหนังสือที่เขาเขียนไว้บนผืนทรายหายไปเขารู้สึกสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมา ในใจรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เศรษฐีกลับบ้านด้วยความรู้สึกเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวงที่ร้อยรัดจิตใจเขาอยู่ แม้แต่ความตายก็ไม่ทำให้เขารู้สึกกลัวอีกต่อไปเพราะตลอด 43 วันที่ผ่านมา เศรษฐีได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตให้มีความสุขต้อง รู้จักพักผ่อนรู้จักให้ และ รู้จักปล่อยวาง นั่นเอง

แม้ว่าเรื่องเล่านี้จะไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องนี้ช่วยสื่อสารสิ่งที่ผมอยากบอกกับทีมของผมได้อย่างตรงเป้าที่สุด

อันดับแรกคือ การพักผ่อน ผมอยากให้คนในทีมรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนให้เหมาะสมซึ่งการพักผ่อนในที่นี้หมายรวมถึง ร่างกายและจิตใจ การพักกายอาจทำได้ง่าย แต่การพักใจหากไม่เคยได้รับการฝึกก็ยากที่จะทำได้ งานของเรานั้นเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายต้องพบเจอกับเรื่องที่กระทบจิตใจอยู่เสมอ หากจิตไม่เคยถูกฝึกให้พักอยู่นิ่งๆ บ้างก็จะนำเรื่องราวต่างๆ มาคิดวิตกวนไปมาไม่ได้หยุดหย่อนเกิดเป็นความเครียด ทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา ผมจึงสนับสนุนให้ทุกคนหาเวลาพักผ่อนกับครอบครัว และฝึกทำสมาธิให้จิตสงบบ้างเพื่อให้ชีวิตไม่ตึงเกินไป

อันดับต่อมาคือ การให้ ผมเห็นว่าในงานที่เราทำนั้นเราสามารถเป็นผู้ให้ได้ตลอดเวลา เช่น ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ให้การสนับสนุนในการสร้างโอกาสเติบโตในอาชีพแก่พนักงานทุกระดับ ผู้ให้คือผู้ที่มีเมตตาและคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าการทำงานโดยคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จะทำให้อุปสรรคและความเหนื่อยยากที่เกิดขึ้นกับเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีอีกอย่างที่ทุกคนสามารถให้กันได้คือ “ให้อภัย” หากเราให้อภัยกันได้ ความสามัคคีในหมู่คณะจะคงอยู่เสมอ

อันดับสุดท้ายคือ การปล่อยวาง การทำงานใหญ่นั้นผลสำเร็จของงานไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหากแต่เกิดจากการร่วมมือกันของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกมากมายที่มีผลต่อความสำเร็จของงาน เมื่อผลงานไม่เป็นไปตามคาดหวังย่อมเกิดความกลัว ความเครียด ที่นำแต่ความทุกข์ใจมาให้เรา หากเราพิจารณาแล้วพบว่างานนั้นเราได้ทำสุดกำลังความสามารถของเราแล้วก็ขอให้เต็มใจยอมรับผลที่เกิดขึ้น และต้องหัดปล่อยวางความวิตกกังวลนั้นไปเสียบ้าง ถ้าเรา รู้จักพัก รู้จักให้ ทำใจให้ปล่อยวางได้ ผมเชื่อว่างานก็จะได้ผล คนก็จะมีความสุข สวัสดีครับ