ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมน์ "มองสื่อสะท้อนสังคม" คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

20 กันยายน 2559
1,545

กสทช. 3G?

ผู้เขียนจั่วหัวเรื่องไว้ว่า กสทช. 3G ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย ที่ตั้งต้นจาก 1G

(1st generation หรือรุ่นที่ 1) และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4G (4th generation หรือรุ่นที่ 4) ในปัจจุบัน หากแต่หมายถึงองค์กรกำกับดูแลการสื่อสารที่เรียกกันสั้นๆว่ากสทช.ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ดูเหมือนจะเป็นยุคที่สาม (หรือสองแล้วแต่จะพิจารณาจากบทความนี้)

กสทช. หรือชื่อเต็มว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แม้จะจัดตั้งขึ้นมาเพียงกึ่งทศวรรษ แต่เป็นที่รู้จักค่อนข้างกว้างขวางเพราะบทบาทหน้าที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบกว้างขวางต่อชีวิตคนในปัจจุบัน แถมยังปรากฎเป็นข่าวอยู่ในสื่อสารมวลชนอยู่ตลอดเวลา ทว่าหลายคนอาจไม่รู้ว่ากสทช.กำลังจะเข้าไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ และขณะนี้มีการยกร่างกฎหมายกสทช.ฉบับใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง และสาระสำคัญของอำนาจหน้าที่ของกสทช.อย่างมีนัยสำคัญ

แต่ก่อนจะไปถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างพรบ. ฉบับใหม่ ขออนุญาตเล่าให้ฟังถึงที่มาของกสทช.แต่โดยย่อก่อน กสทช.ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระเพื่อปฏิรูปการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสองกิจการที่ใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสาธารณะ คือ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม การเกิดขึ้นของกสทช.เป็นผลโดยตรงจากการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสื่อหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่มีการปิดกั้นและบิดเบือนเนื้อหาในสื่อโดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นของรัฐทั้งหมดในตอนนั้น และการครอบงำกิจการด้านโทรคมนาคมของประเทศโดยรัฐวิสาหกิจไม่กี่รายอันนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพของภาคส่วนดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ในยุคสมัยแอนะล็อก คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและจำเป็นต้องมีการจัดสรรการเข้าถึง การใช้ประโยชน์อย่างระมัดระวังและเป็นระบบ ต้องมีการกำหนดย่านความถี่สำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อกิจการหรือวัตถุประสงค์ต่างๆให้ชัดเจนสอดคล้องกับระบบสากล ประกอบกับกรอบแนวคิดเดิมๆที่มองว่าเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติจึงสงวนการประกอบการและกำกับดูแลภาคส่วนของการใช้คลื่นความถี่ไว้ในองค์กรของรัฐ หากจะมีเอกชนมาร่วมการงานด้วยก็ต้องอยู่ในรูปสัมปทานที่รัฐเป็นเจ้าของและมีอำนาจควบคุมอยู่ดี

รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 บรรจุเจตนารมย์ในการปฏิรูปการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ไว้ใน มาตรา 40 ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระเพื่อจัดสรรและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ให้อยู่ภายใต้สองหลักการสำคัญคือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ทั้งนี้ก็เพราะต้องการปฏิรูปจากการผูกขาด (monopoly) ในอดีต และการครอบงำ (domination) โดยภาครัฐและกระจายให้ประชาชนในวงกว้างขึ้นได้รับประโยชน์

หลังจากมีกฎหมายลูกของมาตรา 40 คือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 สามารถจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมคือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ในปี 2547 แต่องค์กรกำกับดูแลด้านกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่เรียกกันสั้นๆว่ากสช.ไม่สามารถจัดตั้งขึ้นได้ เพราะมีปัญหาในกระบวนการสรรหา นำไปสู่สุญญากาศในการกำกับดูแลและปัญหามากมายตามมา จนต่อมาในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการยกร่างกฎหมายกสทช.ขึ้นมาใหม่โดยอ้างถึงความจำเป็นของการหลอมรวมการกำกับดูแลอันเนื่องมาจากการหลอมรวมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงได้เกิดกสทช.ขึ้นมาเป็นการรวมกันระหว่างกทช. และ กสช.ในองค์กรเดียวตามความในกฎหมายกสทช.ที่ออกมามีผลบังคับใช้ในท้ายปี 2553

อย่างไรก็ดี กระบวนการสรรหากรรมการกสทช.ทั้ง 11 คนใช้เวลาอยู่เกือบหนึ่งปี ช่วงแรกๆกทช.จึงต้องทำหน้าที่เป็นกสทช.ในหลายๆเรื่องในช่วงของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จึงอาจพิจารณาได้ว่า กทช.ที่มีอยู่ด้วยกัน 7 คนในขณะนั้นเป็น กสทช.รุ่นที่ 1 (กสทช. 1G) และเมื่อกสทช.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ก็กลายมาเป็น กสทช.รุ่นที่ 2 (กสทช. 2G) ซึ่งโดยโครงสร้างก็ประกอบด้วยสองบอร์ดเล็กคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสท.) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.)

ผลงานสำคัญของคณะกรรมการทั้งสองที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณะ ก็คือ การประมูลระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่3G การประมูลใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัล ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางในหลายๆเรื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องของการกำกับดูแล โดยเฉพาะในกรณีที่เป็น talk of the town อย่างกรณีถ่ายทอดบอลโลกกับRS หรือ กรณีช่อง3 จอดำในช่องเคเบิลและดาวเทียม นอกจากนี้ กสทช.ก็ถูกจับจ้องมองดูจากหลายๆฝ่ายในแง่ของประสิทธิภาพของการบริหารงานและการกำกับดูแลตลอดจนการใช้จ่ายเงินของกรรมการและสำนักงาน ทั้งนี้ก็เพราะกสทช.มีรายได้มหาศาลจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยเฉพาะใบอนุญาตจากการประมูลระบบการให้บริหารโทรศัพท์3Gและโทรทัศน์ดิจิทัลที่รวมๆแล้วน่าจะถึง100,000ล้านบาท

หลังรัฐประหารโดยคสช. การสื่อสารเป็นด้านหนึ่งที่ถูกกำหนดให้มีการปฏิรูป และกสทช.ก็ตกเป็นเป้าหมายไปโดยไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้ยังถูกกำหนดให้ไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมทางนโยบายเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศสู่การพัฒนาในรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีเป็นตัวนำที่รู้จักกันในแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอันจะรวมองคาพยพทั้งเก่าและใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลไว้ด้วยกัน

ทั้งนี้มีการยกร่างกฎหมายกสทช.ฉบับใหม่ ที่จะนำไปสู่โครงสร้างใหมของบอร์ดที่จะยุบรวมกทค.กับกสท. เข้าด้วยกันเป็นบอร์ดเดียว ลดจำนวนกรรมการลงเหลือ 7 คน และยกเลิกวิธีการคัดเลือกันเองที่เคยมีมาก่อน ให้เหลือแต่เพียงการสรรหาโดยคณะกรรมการซึ่งมีที่มาจากหน่วยงานต่างๆของรัฐ อาทิ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานป.ป.ช. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ การเพิ่มคุณสมบัติของกรรมการที่กำหนดให้เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตำแหน่งหัวหน้ากรมขึ้นไป หรือ มีตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไป หรือ มียศพลโทขึ้นไป หรือเป็นผู้บริหารบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านบาท หรือมีประสบการณ์ด้านคุ้มครองผู้บริโภคไม่น้อยกว่าสิบปี

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างพรบ.ฉบับใหม่ยังแก้ไขอำนาจเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่น ให้สามารถเรียกคืนคลื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ไม่คุ้มค่า แต่ต้องมีการชดเชยหรือจ่ายค่าตอบแทนผู้ถูกเรียกคืนด้วยอย่างไรก็ดี อำนาจหน้าที่ของ กสทช.ในเชิงธุรการ และการบริหาร ก็จะต้องถูกปรับให้สอดคล้องให้สอดคล้องกับ แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่วนในการเรื่องประมูลคลื่นความถี่ กำหนดให้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ โดยจะคำนึงถึงจำนวนเงินที่เสนอให้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ ซึ่งตรงนี้ ถ้ามองในแง่ร้ายสักหน่อยก็อาจเปิดช่องให้กรรมการ กสทช. ในอนาคต มีดุลพินิจเลือกผู้ได้รับอนุญาตที่ตนเองถูกใจได้

นอกจากนี้ ในเรื่องของกองทุน กทปส. หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่มีที่มาของเงินจากรายได้ของกสทช.ได้มีการตัดวัตถุประสงค์เดิม ที่ให้ กระทรวงการคลังสามารถยืมเงินกองทุนไปใช้ในกิจการของรัฐอันเป็นประโยชน์สาธารณะได้ขณะเดียวกันก็เพิ่มเติมให้สามารถใช้เงินกองทุนไปชดเชยการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่และให้เอาเงินไปลงทุนได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้วย เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงที่จะมากับร่างพรบ.ฉบับใหม่ก็ดี และการผนวกกสทช.เข้าในโครงสร้างใหม่ภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งก็ดี เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยังยากจะประเมินผลกระทบที่จะตามมา แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พันธกิจในแง่ของการปฏิรูปการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ใน กสทช.ยุคที่3นี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านใด และจะการันตีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมได้หรือไม่ เพียงใด

 

ดูบทความทั้งหมดของ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์

แชร์ข่าว :
Tags: