ประสิทธิ์ คำเกิด

ดูบทความทั้งหมด

รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด

31 สิงหาคม 2559
2,288

หากต้องเช่ารถ...จะตรวจสอบประกันภัยอย่างไร?

สวัสดีครับทุกท่าน พบกันเช่นเคยครับกับประกันภัยเรื่องใกล้ตัว กับ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด

 


 สำหรับฉบับนี้คิดว่าหลายท่านคงเคยได้พบกับตัวเองมาบ้างเรามาติดตามกันเลยครับ

        ฉบับนี้เป็นกรณีการเช่ารถบัสโดยสารเพื่อนำนักศึกษาของวิทยาลัยไปดูงาน ในระหว่างการเดินทางไปนั้นได้พบด่านตรวจ ได้มีเจ้าหน้าที่ขอตรวจรถและพบว่ารถที่เช่าไปนั้นมีหมายเลขตัวถังหรือเลขชัชซีรถไม่ตรงกับรายการที่เอาประกันภัย ทางเจ้าหน้าที่บอกว่ากรณีนี้หากรถคันนี้ไปเกิดเหตุทางบริษัทประกันภัยก็จะไม่รับผิดชอบ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ? และหากจะต้องเช่ารถจะต้องมีการตรวจสอบอย่างไรดี?

        สำหรับกรณีแบบนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับที่อยากนำมาขยายความให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน  เรื่องของเรื่องคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถที่เราจะเช่าเพื่อนำพานักศึกษาไปทัศนศึกษาและหากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วพบว่ารถนั้นไม่มีการประกันภัย.........ในการประกันภัยรถยนต์นั้นในทางปฏิบัติแล้วเมื่อบริษัทประกันภัยเขาจะรับประกันภัยแล้วเขาจะทำการตรวจสอบถึงผู้เอาประกันภัยซึ่งต้องเจ้าของผู้ครอบครองรถหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้นเสียก่อนว่าเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในตัวรถยนต์คันที่จะเอาประกันภัยหรือไม่ จากนั้นก็จะมีการตรวจสภาพรถยนต์คันนั้นว่ามีร่องรอยหรือสภาพเป็นอย่างไรจากนั้นก็จะมีการถ่ายภาพ และ มีการจดลอกเลขเครื่องยนต์ เลขตัวถังรถ(รถเก๋ง)หรือเลขชัชซี(รถกระบะ / รถตู้ / รถบรรทุก / รถบัส ฯลฯ) โดยเฉพาะเลขตัวถัง หรือเลขชัชซีนี่แหละครับที่บริษัทประกันภัยจะยึดมั่นเป็นหลักสำคัญเพื่อยืนยันถึงตัวรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทจริงซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาทางพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัยก็จะมีการตรวจสอบเลขตัวถังหรือชัชซีโดยใช้กระดาษกาวปิดทับและใช้ดินสอดำระบายเพื่อลอกตัวเลขไปติดตัวเรื่อง ส่วนทะเบียน หรือหมายเลขเครื่องยนต์อาจมีการถอดเปลี่ยนได้ แต่ชัชซีหรือเลขตัวถังนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ยกเว้นจะมีการตัดต่อแต่พนักงานของบริษัทประกันภัยก็สามรารถตรวจสอบได้ และ เมื่อบริษัทประกันภัยตรวจสอบแล้วพบว่ารถยนต์คันเกิดเหตุดังกล่าวนั้นตัวเลขชัชซีหรือเลขตัวถังนั้นไม่ตรงกับในกรมธรรม์ตามที่มีกระบุไว้ทางบริษัทประกันภัยก็จะไม่ให้การคุ้มครองแต่อย่างใด เพราะถือได้ว่าเป็นรถคนละคันกับที่มีการเอาประกันภัยไว้ถึงแม้ทางเจ้าของรถจะออกมายืนยันว่าเป็นทะเบียนจริงตรงกับที่เอาประกันภัยก็ตาม ปัญหาคือมันจะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? ตรงนี้แหละครับที่ต้องมาขยายความกันว่ามันเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะว่าการขาดจิตสำนึกรับผิดชอบของผู้ประกอบการบางราย เท่าที่รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาคือทางผู้ประกอบการจะมีรถยนต์หลายคันตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการรถทัวร์มีรถยนต์จำนวน 25 คัน อาจมีการทำประกันภัยประเภทนึ่งไว้ 10 คัน เนื่องจากอัตราค่าเบี้ยประกันภัยประเภทหนึ่งนั้นหลายหมื่นบาท ที่เหลืออาจไม่ได้ทำการประกันภัยหรืออาจมีการทำประกันภัยเหมือนกันแต่ทำเป็นประเภทสามเพราะอัตราค่าเบี้ยประกันภัยจะแตกต่างกันอย่างมาก มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านเริ่มสงสัยแล้วนะครับว่าก็มีการเอาประกันภัยนี่นาแล้วจะเป็นเหตุอย่างไรล่ะที่ประกันภัยมาตรวจสอบแล้วไม่รับผิดชอบ วิธีการของผู้ประกอบการนั้นเขาจะมีฝ่ายอุบัติเหตุประจำเพื่อทำหน้าที่คอยดูแลว่าหากรถทัวร์คันใดไปเกิดเหตุแล้วต้องดำเนินการแจ้งการเคลมไปที่บริษัทประกันภัย ซึ่งฝ่ายอุบัติเหตุนี้แหละครับจะมีการทำความคุ้นเคยกันกับพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัย สมมุติว่ามีรถยนต์ของผู้ประกอบการคันหนึ่งเกิดเหตุแต่เป็นรถคันที่ไม่ได้เอาประกันภัยไว้ทางฝ่ายอุบัติเหตุของผู้ประกอบการนั้นก็จะทำการออกไปที่เกิดเหตุก่อนที่จะมีการแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยจากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนทะเบียนรถให้โดยเอาทะเบียนรถคันที่มีประกันภัยมาสวมตรงกับข้อมูลการเอาประกันภัยพร้อมกับมีการลอกเลขชัชซีรถคันที่มีการเอาประกันภัยมาพร้อมและเมื่อพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัยมาถึงก็จะมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับพนักงานเคลมพร้อมกับมอบกระดาษกาวที่ลอกเลขชัชซีมาแล้วให้กับพนักงานเคลมแค่นี้บริษัทประกันภัยก็รับผิดชอบให้แล้ว ซึ่งหากบริษัทประกันภัยใดมีระบบการควบคุมและสอบทานการทำงานของพนักงานเคลมเป็นอย่างดีกรณีอย่างนี้บริษัทประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นรถที่ไม่ได้เอาประกันภัยไว้นั่นเองครับ

             ดังนั้นเวลาจะเช่ารถเพื่อนำพานักศึกษาหรือหมู่คณะไปทัศนาจรนอกสถานที่แล้วก็ต้องตรวจสอบรายละเอียดการเอาประกันภัยของรถทัวร์ คันนั้นหน่อยนะครับว่ามีการทำประกันภัย พ.ร.บ.และการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเอาไว้กับบริษัทประกันภัยใดหรือไม่อย่างไรจากนั้นก็ขอดูกรมธรรม์ประกันภัยรถคันนั้นและเมื่อถึงวันที่ต้องขึ้นโดยสารรถนั้นแล้วก็ให้ตรวจสอบจากแผ่นป้ายภาษีรถยนต์คันนั้นดูอีกครั้งครับว่าตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ หากไม่ตรงก็ต้องให้ทางผู้ประกอบการแก้ไขให้เราและหากเป็นไปได้ก็ขอดูตัวรถและสภาพรถก่อนที่จะมีการตกลงเช่ากันก่อนก็จะดีมากทีเดียว อย่างไรก็ตามถึงแม้รถยนต์นั้นจะไม่มีการเอาประกันภัยไว้ก็ตามเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นเราก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากบริษัทรถทัวร์และผู้ขับขี่รถยนต์คันนั้นได้ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์แต่อาจไม่คล่องเหมือนกับบริษัทประกันภัยเท่านั้นครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการเช่ารถต้องศึกษาและสอบถามทำความเข้าใจและตรวจสอบให้รอบคอบสมบูรณ์ก่อนเสมอนะครับเราจะได้รู้ว่าการประกันภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างแท้จริง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า...สวัสดีครับ

                                                                                                                                             

                                                                                                                                              

ดูบทความทั้งหมดของ ประสิทธิ์ คำเกิด

แชร์ข่าว :
Tags: