มงคล พ่วงเภตรา

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.KTBST

11 กรกฎาคม 2559
2,506

Investment Strategy by KTBST

หุ้น High Dividend Yield ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ ?

ช่วงหลังๆ เราได้รับคำถามอยู่บ่อยครั้ง ว่า หุ้นที่จ่ายเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนดี ๆ ยังมีเหลืออยู่บ้างหรือไม่? เพราะราคาหุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้นไปมาก นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุยัน ภายหลังจากที่ผลตอบแทนจากพันธบัตร หรือดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ในระดับที่ต่ำ

คำตอบก็คือ ยังพอมี แต่ว่า ผลตอบแทน หรือ Dividend Yieldที่ได้ อาจไม่สูงนัก คือประมาณ5-6% จะมีสูงกว่านี้ ก็ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยลงทุน ทั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ขณะที่หุ้นสามัญที่จ่ายเงินผลปันดี ๆ กระจายอยู่ในหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลสูงอยู่แล้ว โดยไม่อิงกับผลการดำเนินงาน

เมื่อพิจารณาระดับดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index)ในปัจจุบัน ถือว่าขึ้นมาในระดับที่สูงพอควร กอรปกับ ความเสี่ยงในตลาดที่ยังมีให้เห็น จะเป็นโอกาสที่นักลงทุนอาจสลับหุ้นที่ถือลงทุนและมีกำไรมากพอแล้ว มาเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนด้านเงินปันผล ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงของการขึ้นเครื่องหมาย “XD” เพื่อจ่ายเงินปันผลกลางปี ราวเดือน ต.ค.-ก.ย.ของทุกปี

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างหุ้นจ่ายเงินปันผลดี กับการลงทุนในเงินฝากธนาคารหรือพันธบัตร เราพบว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน นโยบายทางการเงินของธนาคารขนาดใหญ่ของโลก ต่างใช้นโยบายที่เพิ่มปริมาณเงินในระบบให้มากขึ้น (กดดอกเบี้ยให้ต่ำลง) ไม่ว่าจะเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) , นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy : NRIP) บวกกับความกังวลในเรื่องเบร็กซิท (BRExit) ที่ทำให้ประทศสหรัฐอเมริกา อาจไปปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วก็ต้นปีหน้า (2560) จะทำให้ดอกเบี้ยในตลาดคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกพักใหญ่ ๆ ขณะที่ การเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรนั้นก็เริ่มมีเพดานที่จำกัด จากผลตอบแทน (Bond Yield) ที่ต่ำมากจนทำให้การถือพันธบัตรเพื่อลงทุนระยะยาวสำหรับนักลงทุนทั่วๆไป มีความเสี่ยงจากการขาดทุนราคาพันธบัตรได้ ทำให้หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง (High Dividend Yield) กลับเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพักเงิน หรือมองหาผลตอบแทนที่สูงกว่า อีกครั้งหนึ่ง หรือแม้กระทั่ง การตัดสินใจระหว่างการลงทุนในตลาดพันธบัตร หรือตลาดหุ้น

ตามหลักการ จะมีการเปรียบเทียบ ผลตอบแทนกับการลงทุนในตลาดหุ้น (Earning Yield) กับการลงทุนในตลาดพันธบัตร (Bond Yield) โดยดูจากส่วนต่าง (gap) ของผลตอบแทนของสองตลาด เราเรียกว่า Earning Yield Gap โดยส่วนต่างดังกล่าว ปัจจุบัน อยู่ที่3.0% (ในอดีตEarning Yield Gap ที่สูงกว่า 2.0% ถือว่าเริ่มให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการโยกย้ายเงินมาสู่ตลาดหุ้น) ทั้งนี้ gap ที่สูงคือ ผลตอบแทนที่เรียกเพิ่มจากความเสี่ยงของตลาดหุ้น (Risk premium) ที่สูงกว่าการลงทุนในตลาดพันธบัตรนั่นเอง เราตีความว่าส่วนต่างระดับที่เกิน 3% สูงเพียงพอที่จะเปลี่ยนการถือครองพันธบัตรมาเป็นหุ้นได้แล้ว แต่จะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูง และหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำไว้ก่อน เพื่อให้มีสภาพคล้ายกับการถือพันธบัตรมากที่สุด

ก่อนหน้านี้ หุ้นที่ให้ Dividend Yield สูง ๆ เกิน 7% จะถูกซื้อจน Dividend Yield กลับลงมาเหลือ 5-6% แต่เราเชื่อว่า ด้วยระดับดอกเบี้ยที่จะต่ำแบบนี้ไปอีกนาน กอรปกับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเทียบกับตลาดพันธบัตรยังอยู่ในระดับที่จูงใจ จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นเหล่านี้อีกระลอกหนึ่ง เพราะผลตอบแทนที่ต้องการ มีแนวโน้มจะถูกปรับลดจาก 5-6% มาเหลือ 4-5% โดย KTBST แนะนำให้ให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลมากกว่า1ครั้ง ไว้ก่อน ซึ่งจะเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลทุกไตรมาส หรือปีละ 2 ครั้งก็ได้

ดูบทความทั้งหมดของ มงคล พ่วงเภตรา

แชร์ข่าว :
Tags: