ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

ดูบทความทั้งหมด

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีก

13 พฤษภาคม 2559
6,792

‘WashBox24’ แบบอย่าง Startup ไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เทรนด์การทำธุรกิจ Startup ที่กำลังมาแรงที่สุด คือ ธุรกิจทางด้านไอที โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ

หนึ่งในนั้น คือ WashBox24 ผู้ให้บริการซักรีดผ่านระบบแอพพลิเคชั่นรายแรกของประเทศไทยและเอเชีย ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ได้เป็นอย่างดี กลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะจากการประกวด SME Thailand Inno Awards 2015 สาขารางวัลโดดเด่นด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ WashBox24 ยังเป็นหนึ่งเดียว Startup ไทยที่เข้าแข่ง SeedStars World เวทีการแข่งขัน Startup ระดับโลก และเข้าสู่รอบ Finalist ได้อีกด้วย

สะดวกง่ายง่าย จบที่มือถือ
เมื่อ WashBox24 ได้สร้าง Business Model ใหม่ และต่อยอดด้วยการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยขั้นตอนง่ายๆ 4 ขั้นตอน คือ สมัคร, นำเสื้อมาส่ง, แจ้งเตือน และรับของ เพียงใช้บริการกับอุปกรณ์ Locker (Hardware) และแอพฯ บนสมาร์ทโฟน (Software) จะจัดการงานที่เหลือให้เองครับ จุดเด่นของ WashBox24 คือ การให้บริการซักรีดผ่านระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ที่ลูกค้าสามารถติดตามกระบวนการซักผ้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ นับตั้งแต่ลูกค้านำเสื้อผ้าไปใส่ไว้ในตู้ล็อกเกอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง หรือ เรียกใช้บริการรถรับ-ส่งเสื้อผ้าถึงบ้าน ผ่าน Mobile Application ที่ช่วยให้ความสะดวกแก่ลูกค้า โดยลูกค้าสามารถเช็คสถานะได้ว่าขณะนี้เสื้อผ้าที่ส่งซักนั้นอยู่ที่ไหน สามารถดูรูปเสื้อผ้าผ่านแอพฯ ได้ เมื่อซักรีดเสร็จแล้วลูกค้าไปรับเสื้อที่ล็อกเกอร์เวลาไหนก็ได้ เป็นการตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองใหญ่ที่อาจไม่มีเวลาซักผ้า


WashBox24 ไม่ได้เป็นเพียงตู้ซักรีดอีกต่อไป เพราะได้มีการเพิ่มบริการรับส่งของ และซื้อของออนไลน์เข้ามาร่วมด้วย โดยบริการส่งพัสดุด่วนใช้ชื่อว่า MoveBox24 ร่วมมือกับบริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS ที่ลูกค้าสามารถส่งของจากตู้ล็อกเกอร์ถึงตู้ล็อกเกอร์ หรือส่งจากตู้ล็อกเกอร์ถึงมือผู้รับได้ทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของพัสดุได้ตลอดเวลาผ่านแอพฯ

ปัจจัยความสำเร็จของ startup กรณี WashBox 24
คำถามสำคัญของคนคิดจะเป็น startup ควรที่จะคิด คือ อะไร เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการประสบความสำเร็จ เรามาพิจารณากรณีของ WashBox24 กัน
ผมเชื่อว่า การที่บริษัทเกิดใหม่จะประสบความสำเร็จอย่าง startup น่าต้องมี 5 ปัจจัยสำคัญเป็นอย่างน้อย ประกอบด้วย


1.Business Model แผนธุรกิจที่ต้องชัดเจนซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง โดยที่มาของธุรกิจนี้ WASHBOX 24 เริ่มมาจากปัญหาของ “นิธิพนธ์” ที่ทำงานออฟฟิศมาได้ระยะหนึ่ง พบอุปสรรคในวิถีชีวิตคนกรุงเรื่องการส่งเสื้อผ้าไปซัก รีด ตามร้าน เนื่องจากร้านเหล่านี้ไม่ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการไปรับ-ส่งผ้า ต้องวางแผนเวลาให้ดี แต่ด้วยความเป็นหนุ่มออฟฟิศออกจากที่พักแต่เช้า กลับดึก จึงไม่สะดวกสำหรับการใช้บริการนี้แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือบางครั้งเจอปัญหาเสื้อผ้าหายโดยไม่ได้มีการรับผิดชอบใดๆ กระทั่งมีโอกาสเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เห็นตู้ล็อกเกอร์จำนวนมากตามสถานที่ต่างๆ จึงเกิดความคิดว่าทำไมไม่มีใครนำตู้ล็อกเกอร์มาใช้กับธุรกิจซักรีดบ้าง เพราะเปิดได้ 24 ชั่วโมง หากมีการฝาก-ส่งผ้า ผ่านตู้ล็อกเกอร์นี้ ดังนั้นเมื่อกลับเมืองไทยจึงเริ่มตระเวนหาตู้ล็อกเกอร์เพื่อตอบโจทย์ พร้อมโปรแกรมป้อนรหัสการเปิด-ปิดตู้ผ่านแอพฯ บนมือถือทั้งระบบ iOS และ Android เพื่อตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่มีเวลาและต้องการความสะดวก ร้านซักรีดดั้งเดิมซึ่งจัดเป็น SME แบบ real estate ส่วน WashBox24 ก็เป็น New Model Business บนแพลตฟอร์มใหม่


2.เงินทุน เป็นสิ่งสำคัญอันดับถัดมาของการทำธุรกิจ แต่ในจุดของ startup หาก Business Model ชัดเจน ก็คงไม่ยากที่จะนำเสนอ seeding money มาร่วมทุนได้เช่นกัน WashBox24 ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital Fund สำหรับลงทุนใน Startups ประเทศไทย ที่มีชื่อว่า 500 TukTuks เงิน Seed Funding คือเงินก้อนแรกที่จะเข้ามาช่วยให้พวกเขาสามารถหันมาทำงานใน Startups ได้อย่างเต็มตัว โดยมีค่าจ้างอยู่กินได้ และอีกส่วนไว้ทำการตลาดเบื้องต้น นี่คือเงินที่จะทำให้ Startups เติบโตได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก ด้วยเงินก้อนนี้ Startups ต้องอยู่ไปได้ 12-18 เดือน และต้องโตได้ 5 เท่า 10 เท่า เมื่อนั้นก็จะสามารถนำอัตราการเติบโตนี้มาชักชวนให้นักลงทุนร่วมระดมทุนในวันข้างหน้าได้มากขึ้น

3.ประสบการณ์ของผู้นำแนวคิดธุรกิจ startup ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจและแนวคิดการทำงานที่ขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้ต่อเนื่องและเป็นแบบแผน คุณนิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Bond ก่อนหน้าที่จะมาทำ WashBox24 แบ็คกราวมาจากสายการเงินและการตลาด กับ KPMG ในส่วนของ Merge and Acquisition ดูความเป็นไปได้ของโปรเจค วิเคราะห์ตลาด และใช้เวลาทำงานในช่วง 8 ปีหลัง กับสายธุรกิจค้าปลีกและวิจัยตลาดกับบริษัท Tesco ประเทศอังกฤษ ทำให้เขาเชี่ยวชาญในด้าน Go-to-Market Strategy และ Research-based Experience Management ซึ่งต่อมาช่วยในเรื่องการทำธุรกิจได้มาก

4.การสร้างเครือข่าย Networkstartup มีประสบการณ์ก็จะมองการสร้างเครือข่ายเพื่อผลักดันแนวคิดธุรกิจ ซึ่ง ธุรกิจ startup ไม่ใช่ SME แบบดั้งเดิม จะไม่เน้นการลงทุนทรัพย์สิน และจ้างงาน outsource จึงเป็นแนวคิดใหม่ของนักธุรกิจแนว startup WashBox24 ไม่ได้มี software แต่ก็อาศัยประสบการณ์จากอาชีพหาคนมาเขียนโปรแกรม order via mobile WASHBOX24 ไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจซักรีด แต่ประสานเครือข่ายธุรกิจซักรีดอื่นมารับช่วงต่อ ในกรณีต่อยอดสู่ "MoveBox24" ก็ร่วมมือกับบริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS มารับช่วงต่อ โดยผ่านตู้ Locker ที่มีจุดต่างๆ กว่า 50 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

5.จังหวะเวลา คือ ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คุณวรวุฒิ อุ่นใจ ได้กล่าวไว้ “ถ้าคุณเริ่มต้นทำธุรกิจ ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ คุณเป็น SME (Real Sector)แต่ถ้าคุณเริ่มต้นทำธุรกิจ ในสิ่งที่ลูกค้า“ไม่รู้”ว่าตัวเองต้องการ คุณเป็น Start up” ดังนั้น จังหวะที่ลูกค้ามองหา solution WashBox24 ก็มาในช่วงจังหวะพอดี

ปัจจุบัน WashBox24 มีจุดตั้งตู้ 50 สาขาทั่วกรุงเทพฯ เจาะตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า มีสมาชิก 2,000 คน จำนวนเสื้อผ้าที่ส่งมาซักรีดราว 12,000 ชิ้นต่อเดือน และด้วยความแปลกใหม่ WashBox24 เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เริ่มมีการขายแฟรนไชส์ อนาคตต่อไปของ WashBox24 เตรียมขยายไปยังต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ซึ่งสิงคโปร์ ซึ่งมีรูปแบบสังคมเมือง ที่พักอาศัยคล้ายคลึงกัน

เขียนมาถึงขนาดนี้ กลไกภาครัฐยังจะสับสนระหว่าง startup กับ SME อยู่ไหม?



ดูบทความทั้งหมดของ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

แชร์ข่าว :
Tags: