ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์

ดูบทความทั้งหมด

มายาการเงิน :รองกรรมการผู้จัดการสายงานผลิตภัณฑ์บรรษัทและผู้ประกอบการ [email protected]

18 กุมภาพันธ์ 2559
2,388

การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์..ปัจจัยเปลี่ยน..สู่New Normในปีนี้

สวัสดีและขอต้อนรับสู่ปีใหม่หรือตรุษจีนอย่างเป็นทางการ

ซึ่งปีนี้เห็นมีเพื่อน ๆ หลายท่านได้มีโอกาสสักการะขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละท่านนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล แก้ชง หรือเป็นการเบิกฤกษ์ที่ดีเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ทำการค้าขายเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในปีนี้นั้นสำหรับการเข้าสู่สัปดาห์ที่สามของเดือนที่สองนั้นถือว่าเป็นการเดินไปของเวลาที่เร็วมากซึ่งในระหว่างช่วงเวลาไม่กี่เดือนนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง หรือโดยอ้อมอยู่หลากหลายเรื่องด้วยกัน 

ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ ทองคำ (ทั้งการเปลี่ยนแปลงค่าขึ้นลงไปมาอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียว) การปรับตัวของราคาหุ้นที่ลงทุน ทั้งดัชนีและราคาหุ้นแต่ละตัว การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท และเงินสกุลต่าง ๆ ที่มีการอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อช่วงปลายปี และแข็งค่าขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้นั้นเป็นเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่จะกระทบกับพวกเราในปีนี้ ซึ่งผมขอเอาตัวอย่างบางเรื่องที่เราจำเป็นต้องจับตาและติดตาม เพราะในหลาย ๆ เรื่องนี้จะเป็นการกำหนดให้การดำเนินธุรกิจมีการดำเนินการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก (New Norm)

ประเทศไทยของเราต้องยอมรับว่าเรามีเปรียบในหลาย ๆ ด้านเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั้งด้านของขนาดและตำแหน่งของประเทศที่เป็นศูนย์กลางและสามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เรามีอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งที่เป็นภาคผลิต ภาคบริการ และสามารถเอาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่มีอยู่ (Capital Stock) มาใช้ให้เกิดการกิจกรรมทางการค้าการลงทุนได้ไม่ยาก เรามีประชากรอยู่จำนวนไม่น้อยและเป็นประชากรที่มีกำลังทั้งศักยภาพทั้งการศึกษา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และอยากทำและเริ่มต้นทำสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม

จากองค์ประกอบดังกล่าวนั้น หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีโครงการหลาย ๆ โครงการเพื่อทำให้เกิดการพัฒนา การลดค่าใช้จ่าย (หรือเพิ่มประสิทธิภาพ) ในการดำเนินการใดๆ การเสริมสร้างศักยภาพให้ดีและแข่งขันได้ในระยะยาว ผมขอเอาโครงการบางโครงการมาคุยกันเพื่อดูว่าการดำเนินการนั้นโดยรวมอาจมีผลในการดำเนินกิจกรรมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยในระยะเวลาอันใกล้นี้

โครงการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (National E-Payment) ในการใช้ชีวิตประจำวันของเราท่านทั้งหลาย เรามีการเบิกเงินสดจากแบงก์ใส่ไว้ในกระเป๋า และทุกครั้งที่จับจ่ายใช้สอยถ้าจำนวนเงินไม่เกิน 500 บาทโดยประมาณก็จะชำระด้วยเงินสด ถ้าเกินกว่านั้นแล้วเรามีบัตรเครดิต เราก็จะจ่ายด้วยบัตรเครดิต (เพราะจ่ายด้วยบัตรก็สามารถสะสมคะแนนเพื่อใช้ในการแลกรางวัลได้ แต่ถ้าใช้เงินสดไม่สามารถสะสมได้) ซึ่งบางร้านก็อาจจะปฏิเสธการรับบัตร ซึ่งการดำเนินกิจกรรมการซื้อขายดังกล่าวนั้น เป็นการดำเนินการที่เราก็บอกว่าเป็นปกติ
อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาให้ละเอียดแล้วตั้งแต่การเบิกเงินสด รับเงินสด เก็บเงินสด และฝากเงินสด ซึ่งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเงินสดมีเรื่องที่เกี่ยวข้องที่ควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่ทำใหม่ (หรือทำไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง) อาทิ การจัดการเงินสดมีต้นทุนในการจัดการและความเสี่ยงสูง เงินสดที่เก็บไว้ไม่ได้เพิ่มมูลค่าในเวลาที่เราเก็บเอาไว้กับตัว (ไม่มีดอกเบี้ย) ถ้ารับธนบัตรมาแล้วต้องมาดูว่าเป็นธนบัตรปลอมหรือไม่ หรือหากเก็บไว้จำนวนเยอะก็กลัวเรื่องความปลอดภัยทั้งตนเองและทรัพย์สิน

หนึ่งในการปฏิรูปการทำธุรกรรมทางการเงินที่ความตั้งใจ คือ การลดการใช้เงินสดนั้นคือการเปลี่ยนจากการใช้เงินสด (ธนบัตรหรือเหรียญ) เป็นการส่งเงินหรือชำระเงินกันโดยทางอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ การชำระเงินโดยใช้บัตร(บัตรอาจเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ E-Money Card) การโอนเงินผ่านการใช้โปรแกรมในมือถือ ซึ่งจะเป็นการส่งผ่านเงินในบัญชีต่าง ๆ ไปอีกบัญชีทันที โดยไม่ต้องใช้เงินสด - ดูน่าสนใจนะครับ ไม่ต้องกลัวเงินหาย ไม่ต้องพกเงินเยอะ ไม่ต้องคอยหา ATM

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นโดยองค์รวมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ ทั้งท่านกับผมที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทที่ขายสินค้าหรือให้บริการทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในด้านการปฏิบัติการต่าง ๆ ลงได้ (Fraud)

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือต้องมีการเพิ่มขึ้นของจุดรับชำระที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ (อาทิบัตรต่าง ๆ และ E-Payment) ซึ่งในวันนี้เวลาเราไปซื้อสินค้าหรือรับบริการต่าง ๆ บ้างก็ปฏิเสธการรับ ซึ่งจำนวนจุดรับในปัจจุบันมีอยู่สามแสนกว่าจุดรับ ในขณะที่จุดรับที่ประมาณการน่าจะเป็นจุดที่รับชำระอิเล็กทรอนิกส์นั้นอาจเพิ่มเติมขึ้นกว่าหนึ่งล้านจุดได้

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับการชำระเงินให้มากขึ้นโดยการตั้งจุดรับให้มากขึ้น ปัจจัยที่เป็นห่วงอยู่ในอดีตคือราคาของค่าธรรมเนียมที่มีการเรียกเก็บ หรือ เรียกว่า MDR (Merchant Discounted Rate) ซึ่งมีการเรียกเก็บเป็นร้อยละจากราคาสินค้าหรือบริการที่มีการชำระซึ่งปกตินั้นจะอยู่ที่ระดับประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.8 ขึ้นไป ซึ่งในอนาคตนั้น การรับชำระโดยบัตรเดบิต หรือ E-Money จะมีอัตราที่แตกต่างจากการรับชำระด้วยบัตรเครดิตมากขึ้น (เพราะบัตรเครดิตจะมีรอบการชำระที่เสมือนการให้สินเชื่อ 30-40 วัน ซึ่งจะเป็นต้นทุนกับผู้ให้บริการบัตรเครดิตที่เกิดขึ้นจริง)

การชำระด้วยอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน และผู้ใช้บริการ ซึ่งด้วยความหวังว่าจะทำให้เกิดความสะดวกกับทุก ๆ คนที่ต้องดำเนินการกิจกรรมทางการค้า บริการ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของจุดรับบัตร หรือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ในการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดพฤติกรรมใหม่ การสนับสนุนการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างเป็นองค์รวม (ทั้งระบบ) จากนี้ไปเราจะต้องติดตามการทำให้เกิดขึ้นและเราเองต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างไรในระยะเวลาอันใกล้ เราอาจมีลูกค้ามาซื้อสินค้า และบอกว่าต้องการจ่ายค่าสินค้าด้วยบัตร (ค่าสินค้าเริ่มต้นอาจเริ่มต้นที่ 20 บาท) และร้านเรายังไม่มีการรับบัตร ลูกค้าก็อาจไปใช้ร้านอื่นที่มีการรับบัตรมากกว่า หรือนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศและไม่ได้นำเงินสดติดตัวมามากนัก ถ้าเรารับการชำระเงินด้วยบัตรหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็จะช่วยให้ขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น

ดูบทความทั้งหมดของ ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์

แชร์ข่าว :
Tags: