4 กรกฎาคม 2558
13,941

กรีซ : วิกฤติหนี้สินล้นพ้นตัว มาจากประชานิยม+คอร์รัปชัน

พรุ่งนี้ก็จะรู้หมู่จ่าแล้ว ประชาชนชาวกรีซจะเข้าคูหาเพื่อกาบัตรลงประชามติ Yes หรือ No

 ต่อเงื่อนไขของเจ้าหนี้หลังจากที่ผ่านเส้นตายต้องจ่ายหนี้ก้อนใหญ่ แต่ไม่มีเงิน จึงกลายเป็นคนเบี้ยวหนี้หรือภาษาการเงินเรียก default

เข้าข่าย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายจัด เรียกร้องให้ประชาชนลงมติ No เพื่อจะได้ช่วยให้รัฐบาลต่อรองยืดเส้นตายการจ่ายหนี้ออกไป และหวังว่าจะได้เงินกู้ก้อนใหม่เพื่อต่อลมหายใจไปอีกสักสองปี

แต่ถ้าประชาชนคนกรีซลงมติเสียงส่วนใหญ่เป็น Yes คือยอมรับเงื่อนไขให้รัดเข็มขัดและขึ้นภาษี ก็แปลว่ารัฐบาลของนายกฯ Alexis Tsipras ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ 5 เดือนก็คงอยู่ไม่ได้ ต้องมีการเลือกตั้งใหม่

ถ้าโหวต No กรีซอาจต้องหลุดออกจากยูโรโซน ต้องกลับไปใช้เงินสกุล drachma เดิมของตน ซึ่งก็อาจต้องเผชิญความเสี่ยงกับอนาคตของตน

ถ้าโหวต Yes ก็แปลว่าประชาชนคนกรีซไม่เอากับรัฐบาล ที่เพิ่งเลือกมาบริหารบ้านเมืองได้ไม่กี่เดือน

แต่ไม่ว่าจะเป็น Yes หรือ No คนกรีซก็ต้องเผชิญกับความสับสนอลหม่านไปอีกหลายปีเพราะภาระหนี้สินล้นพ้นตัวที่หนักหนาสากรรจ์นั้นมาจากนโยบาย ประชานิยม” สุด ๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา

ความจริง ปัญหาหนี้ท่วมหัวของกรีซเริ่มต้นก่อนวิกฤติการเงินโลกระหว่างปี 2007-2008

สาเหตุแห่งความวิบัติของกรีซที่คนไทยควรจะถือเป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่งคือ

      นักการเมืองที่ชนะเลือกตั้งแล้วเอาเงินภาษีประชาชน มาสร้างคะแนนนิยมให้กับตนอย่างไร้ความรับผิดชอบ ผ่านนโยบาย “ประชานิยม” โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่ตามมา รัฐบาลเก็บภาษีไม่ได้เพราะมีการหลบภาษีกันอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะคนรวยและคนมีเส้นสายกับผู้มีอำนาจ คนจ่ายภาษีก็คือชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำคอร์รัปชัน และการเล่นเส้นสายในหมู่นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลในสังคมมีอยู่อย่างกว้างขวางรัฐบาลกรีซมีบัญชีหลายเล่ม เล่มที่ส่งยูโรโซนตบแต่งให้ดูสวยงาม จงใจไม่ใส่รายละเอียดของโครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้เงินเยอะ ๆ เพื่อให้ภาพดูสวยกว่าความเป็นจริงมาตลอดเมื่อกรีซเข้าเป็นสมาชิกของ

 ยูโรโซน

     ได้ ก็มีสิทธิกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้เหล่านี้เอาไปจ่ายเงินเดือนนักการเมืองและข้าราชการที่ปรับขึ้นตลอดเวลา ผลที่ตามมาก็คือราคาข้าวของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว มีผลทำให้ธุรกิจของกรีซมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ไม่อาจทำกำไรได้เพียงพอ ทำให้บรรยากาศการลงทุนย่ำแย่ตามมา เพราะเมื่อเงินเดือนสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง ธุรกิจของกรีซก็ไม่อาจจะแข่งขันกับประเทศยุโรปอื่น ๆ ได้ อาการป่วยไข้หนักหนาอยู่แล้ว พอเกิดวิกฤติตูม  อาการก็ทรุดหนักลงโดยฉับพลันเมื่อตลาดการเงินวินิจฉัยอาการป่วยของกรีซอย่างนี้ ธนาคารและนักลงทุนก็ไม่ยอมควักเงินให้กรีซกู้ในอัตราดอกเบี้ยเดิม ที่ยอมเสี่ยงก็คิดดอกเบี้ยแพงหูฉี่ ทำให้รัฐบาลกรีซต้องอ้อนวอนขอกู้จากสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกจากห้องไอซียู ต้องทำอย่างนี้ถึงสองครั้งสองครากรีซได้เงินกู้ฉุกเฉินระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ 240,000 ล้านยูโร ขณะที่เจ้าหนี้เอกชนและนักลงทุนต้องยอมตัดหนี้เสียไปเกือบครึ่งของหนี้ทั้งหมดเงินกู้ฉุกเฉินไม่ได้มาเปล่า ๆ เพราะมีเงื่อนไขจากเจ้าหนี้ว่ากรีซจะต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัด นั่นคือหั่นค่าใช้จ่ายและขึ้นภาษีเพื่อให้มีการใช้งบประมาณอย่างสมดุลและระมัดระวัง เหมือนหมอสั่งให้คนไข้อาการหนักต้องลดน้ำหนัก กินน้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้นเศรษฐกิจกรีซที่แย่อยู่แล้วก็ดิ่งเหว ห้าปีหดตัวไปเกือบ 25% และคนหนุ่มคนสาวตกงานพุ่งไปที่ 60% อัตราคนฆ่าตัวตายก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าในช่วงหลัง เศรษฐกิจกรีซจะเริ่มฟื้นตัว แต่หนี้สินก็ยังหนักหน่วง เพื่อพรรคซ้ายจัด Syriza ชนะเลือกตั้งด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะยุติมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้เจ้าหนี้ใหญ่ ๆ เช่นเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ออกมายืนยันว่าถ้ากรีซไม่ยอมปฏิรูปตนเองอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็จะไม่ยอมต่ออายุเงินกู้ให้อีก

นายกฯกรีซใช้ทั้งวิธีการกร้าวและประนีประนอมกับเจ้าหนี้อันมีสามฝ่ายหลักที่เรียกว่า “ทรอยก้า” (troika) คือยูโรโซน (สมาชิก 19 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร) IMF และ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) เพื่อจะให้รอดจากวิกฤติครั้งนี้ให้ได้ แต่ท้ายสุดก็ใช้กลยุทธ์พิงหลังประชาชนด้วยการจัดให้มีการลงประชามติพรุ่งนี้

คนที่น่าสงสารที่สุดคือชาวกรีซ คนทำมาหากินธรรมดาที่ไม่รู้ว่าจะเลือกอยู่ข้างไหนดี

หากโหวต No ตามที่รัฐบาลเรียกร้องก็กลัวจะต้องหลุดจากยูโรโซน กลับไปใช้เงินสกุลเก่าของกรีซเองก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่

ครั้นจะกา Yes ก็เท่ากับไล่รัฐบาลออกไป เลือกตั้งใหม่จะเลือกพรรคไหนมาแก้วิกฤตินี้ได้ก็ไม่แน่ใจ เพราะนักการเมืองทั้งหลายคือต้นตอของวิกฤตินี้นั่นเอง!

และไม่ว่าผลจะออกมาเป็น Yes หรือ No ก็ไม่มีอะไรรับรองว่าปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว จะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น

ดูบทความทั้งหมดของ กาแฟดำ

แชร์ข่าว :
Tags: