CEO Blog

Elizabeth Holmes ผู้ปฏิวัติวงการแพทย์ยุคใหม่

"Elizabeth Holmes" วัยเพียง 30 ปี ติดอันดับ 400 คนรวยที่สุดในสหรัฐที่จัดโดยนิตยสาร Forbes

และนับว่าเป็นเศรษฐีนีระดับพันล้านดอลลาร์ที่มีอายุน้อยที่สุด โดยมหาเศรษฐี 400 คนนี้ มีอยู่ 11 คนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี (เช่น Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook , Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter , Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp เป็นต้น)

ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และด้วยสัดส่วนจำนวนหุ้นที่เธอมี 50% คิดเป็นมูลค่าก็กว่า 4,500 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ครับ ย้อนกลับไปชีวิตสมัยวัยเด็ก Elizabeth Holmesใช้ชีวิตอยู่กับคุณลุง ที่มักจะพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อ Puzzle และพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงกลับถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ผิวหนังและกำลังลามอย่างรวดเร็วไปที่สมองและทั่วร่างกาย จนในที่สุด ก็เสียชีวิตลงโดยที่ไม่มีโอกาสได้ดูหลานของตัวเองเติบโต

จากเหตุการณ์นี้ เธอคิดว่า ถ้าเรารู้ว่าตัวเองกำลังจะป่วยก่อนที่อาการของโรคจะแสดงออกมา ลุงของเธอคงไม่จากไป เพราะกว่าจะได้ไปหาหมอ ก็สายเสียแล้ว

เธอจึงตัดสินใจดรอปจากการเรียนชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย Stanford เพื่อมาตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนในการก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อกับแม่เก็บไว้ให้เป็นทุนการศึกษา

10 ปีต่อมา บริษัท Theranos ก็ได้เงินลงทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจาก Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐฯ

การตรวจเลือด เป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญที่ใช้ค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งปัจจุบันเป็นการใช้เข็มในการเจาะตามเส้นเลือด (ปลายนิ้ว ต้นแขน ตามจุดต่างๆ ของเส้นเลือด) เพื่อเอาเลือด ส่งเข้าห้องแล็บและรอดูผล ซึ่งอาจกินเวลาหลายชั่วโมงหรืออาจจะหลายวัน และผลลัพธ์ที่ได้ จะถูกวินิจฉัยโดยแพทย์ ว่าจะรักษาโรคนั้นๆ อย่างไร

วิธีการนี้ ใช้เวลา มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น เช่น การตรวจครั้งแรก ผลออกมา หมออาจจะสั่งให้ไปเจาะเลือดเพิ่ม เพื่อดูผลเฉพาะด้านไป ทำให้ต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหลายรอบ เกินความจำเป็น (แต่ละรอบก็ต้องใช้เวลาในการรอผลแล็บอีก) หลายคนที่กลัวเข็ม ก็ไม่อยากจะเจาะหลายรอบ (ตัว Elizabeth Holmes เองก็เป็นคนกลัวเข็มมาตั้งแต่เด็ก)

สิ่งที่ Theranos ทำ คือ สร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะปลายนิ้ว ที่เรียกว่า Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดทั้งเวลา มีประสิทธิภาพสูง และลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากสุดถึง 90%

Holmes เชื่อว่า ถ้าคนเรารู้ข้อมูลที่สำคัญบางอย่างของร่างกายตัวเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น ปัจจุบันต้นทุนการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานคิดเป็น 20% ของต้นทุนด้านสุขภาพทั้งหมดของสหรัฐฯ

ถ้าคนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าจะเป็นเบาหวาน คนๆ นั้นก็จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดความเสี่ยงของการบริโภคบางอย่าง หันมาออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น ต้นทุนของค่ารักษาผู้ป่วยเบาหวานก็จะลดลง คิดเป็นจำนวนเงินก็มหาศาลเลยครับ

ปัจจุบัน Theranos เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในการตรวจครบทุกรัฐในอเมริกา พร้อมด้วยรูปแบบการทดสอบเลือดกว่า 200 แบบ มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของ Holmes คือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล

เทคโนโลยีของ Theranos ช่วยให้มนุษย์อย่างเราๆ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวขึ้น และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล จากการรู้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงออกมา

ล่าสุด “Walgreen” ร้านขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐ เตรียมนำ “Theranos Wellness Center” ไปอยู่ในสาขาของ Walgreen กว่า 8,200 สาขาทั่วสหรัฐ เพื่อให้คนอเมริกัน ได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสุขภาพของ Theranos เพื่อใช้ในการตรวจสุขภาพของตัวเอง

นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสุขภาพของโลกเลยก็ว่าได้นะครับ :)

อย่าลืมติดตามอัปเดทคอนเทนต์น่าสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจดิจิทัลที่ http://www.facebook.com/mkthub ครับ :)