เกศรา มัญชุศรี

ดูบทความทั้งหมด

FUTURE WORLD BY TFEX

6 พฤศจิกายน 2557
2,511

ธรรมาภิบาลที่ดี กับการเติบโตที่ยั่งยืน

สวัสดีค่ะ ในเดือนที่ผ่านมามีการประชุมประจำปีของสภาตลาดหลักทรัพย์โลกที่ประเทศเกาหลี

ซึ่งมีตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ 64 แห่งทั่วโลกเป็นสมาชิก หัวข้อหลักๆ ในการอภิปรายนั้น พบว่ามีความใกล้เคียงกับสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ดำเนินการอยู่ เริ่มจากการพัฒนากิจการ SME ในประเทศตนเอง การส่งเสริมธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งรูปแบบที่เหมาะสมของตลาดหลักทรัพย์ และประเด็นด้านเทคโนโลยีการจัดการด้านอื่นๆ

ธุรกิจ SME นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน การเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นช่องทางการเพิ่มศักยภาพของ SME ในการขยายช่องทางการระดมทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบใหญ่ต่อไป โดยตลาดหลักทรัพย์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่จะส่งเสริมภาคธุรกิจได้โดยตรง และเมื่อสำรวจขนาดของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก พบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและเล็ก โดยมีประมาณ90% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีแนวคิดในการจัดตั้งบอร์ดการซื้อขายเพื่อรองรับบริษัทขนาดเล็ก เช่นที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตลาดหลักทรัพย์โปแลนด์ สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีตลาดหลักทรัพย์ mai ที่เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กที่มีศักยภาพได้สามารถใช้ประโยชน์จากตลาดทุน โดยในปัจจุบันได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงทั้งในด้านขนาดของตลาดและอัตราผลตอบแทน ซึ่งก็เป็นพัฒนาการที่เราได้ดำเนินการมากว่า 14 ปีแล้ว

สำหรับในเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์และผู้ลงทุนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญและเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ต้องเรียนว่าตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยนั้น มีความโดดเด่นในการจัดการในเรื่องนี้พอสมควร และในปัจจุบันนั้นได้ให้ความช่วยเหลือกับตลาดหลักทรัพย์เพื่อนบ้านเพื่อสนับสนุนให้เกิดการกำกับกิจการที่ดีในตลาดหลักทรัพย์ในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ตลาดเวียดนาม ลาวและ กัมพูชา

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญ ในการสร้างแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำมาใช้ได้จริงเพื่อส่งเสริม การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้แก่บริษัทจดทะเบียน โดยได้เริ่มเสนอหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี 15 ข้อ ในปี 2545 และได้มีการพัฒนาเรื่อยมา จนล่าสุดได้ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ASEAN Corporate Governance Scorecard (ASEAN CG Scorecard) ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้วัดระดับ “การกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน”

สำหรับประเทศในกลุ่ม ASEAN แบ่งเป็น 5 หมวดใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ 1) สิทธิของผู้ถือหุ้น 2) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน 3) บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย 4) การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส และ 5) ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

เพื่อเป็นการสนับสนุนและเผยแพร่แนวทางการกำกับกิจการที่ดี สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD โดยการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงได้เริ่มจัดทำ Corporate Governance Report (CGR) ของบริษัทจดทะเบียน นับแต่ปี 2545 เป็นต้นมา เพื่อสะท้อนภาพการกำกับดูแลกกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทยในภาพรวม

สำหรับผลของการจัดทำ CGR ปี 2557 พบว่ามีบริษัทที่ได้รับการจัดระดับ CG 5 ดาวอยู่ทั้งสิ้น 29 บริษัทหรือประมาณ5% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด นอกจากนี้ ในปี 2550 IOD ได้เริ่มจัดทำดัชนี IOD CG Index ซึ่งเป็นดัชนีการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ได้คะแนน CG ระดับ 5 ดาว โดยจากข้อมูล IOD CG Index นับแต่ต้นปี 2550 จนถึงสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 พบว่า การลงทุนในหุ้นที่มีระดับ CGR อยู่ที่ 5 ดาวให้ผลตอบแทนสะสมที่ 191.07% สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นไทยทั้งตลาดที่ให้ผลตอบแทนสะสมที่ 133.24% เป็นการสะท้อนว่าหากบริษัทมีระดับ CG ที่ดี จะช่วยสนับสนุนการสร้างผลประกอบการที่ดีและยั่งยืนของบริษัท

ผลที่เกิดขึ้นในกรณีของบริษัทจดทะเบียนไทยนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการศึกษาในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาของ OECD ที่สะท้อนว่า บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มประเทศ Latin America ที่มีระดับ CG สูงจะเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีกว่าบริษัทอื่นๆ ทั้งในแง่ของ ROE, PE, Dividend Payout Ratio รวมไปทั้งผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้นๆ

นอกจากนี้ International Finance Corporation (IFC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลก (World Bank) ยังได้จัดทำผลสำรวจนักลงทุนที่ทำการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Countries) ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับการมีระดับธรรมาภิบาลที่ดีของบริษัทที่จะทำการลงทุน โดยนักลงทุนจะใช้ระดับ CG ของบริษัทเป็นปัจจัยในการกรองหุ้นก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนรวมไปถึงเป็นปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ว่าหุ้นของบริษัทนั้นๆ มีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ

ทั้งนี้ แม้ว่าการมี CG ที่ดีเป็นปัจจัยในการสร้างผลประกอบการที่ดีให้แก่บริษัท แต่นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจให้แก่บริษัท (Sustainability) ซึ่งตามหลักการแล้วจะประกอบไปด้วยการให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social and Governance: ESG)

โดยเป็นการขยายบทบาทของบริษัทให้กว้างออกจากเพียง CG ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบภายในที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท ให้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบที่บริษัทพึงมีต่อบุคคลภายนอกมากขึ้นเพื่อความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจ ทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาโลกร้อน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

หากพิจารณาภาพรวมของบริษัทไทยกับพัฒนาการด้าน ESG นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ในปี 2557 มีบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 10 บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นหลักทรัพย์ใน DJSI Emerging Market และมีจำนวน 4 บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี DJSI World ซึ่งดัชนี DJSI นี้มีชื่อเต็มว่า Dow Jones Sustainability Index (DJSI) เป็นดัชนีที่สะท้อนผลประกอบการของบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน ESG


โดยกลุ่ม EM มีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น 86 แห่งจากบริษัท 800 แห่ง และสำหรับกลุ่ม World ผ่านเกณฑ์ 319 แห่ง จากบริษัทมากกว่า 2,500 แห่งทั่วโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาผลประกอบการของบริษัทไทยทั้ง 10 แห่งที่อยู่ใน DJSI Emerging Market จะพบว่าให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในรูปแบบของเงินปันผลและ ROE ดีกว่าบริษัทอื่นในหมวดเดียวกัน นับเป็นการยืนยันว่าบริษัทที่มีความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ น่าจะเป็นหุ้นที่จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว


ดังนั้น ESG จึงจัดเป็นวาระสำคัญที่ผู้บริหารบริษัทควรให้ความสนใจ และควรขยายขอบเขตความรับผิดชอบให้กว้างขึ้นจากเพียง CG มาให้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่บริษัทในระยะยาวได้



ดูบทความทั้งหมดของ เกศรา มัญชุศรี

แชร์ข่าว :
Tags: