ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดูบทความทั้งหมด

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

24 มิถุนายน 2557
38,233

การลงทุนดีที่สุด สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ไม่ได้มีเงินจากพ่อแม่ หรือมีความสามารถพิเศษในการลงทุน

และคิดว่าตนเอง “ไม่มีปัญญา” ในการที่จะเรียนรู้เทคนิคการลงทุนที่จะทำให้สามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ ได้

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกลยุทธ์ หรือวิธีการลงทุนระยะยาว“ดีที่สุด” จะเป็นการลงทุน“เพื่อการเกษียณ” ความเสี่ยง“ขาดเงิน” มีน้อยมาก สิ่งที่ต้องทำมีหลักการใหญ่ๆ สามข้อ เป็นเรื่องทำได้ไม่ยากแต่ต้องอาศัยวินัยและความศรัทธาสูง

หลักการสามข้อ ขอเรียกว่าเป็น “แก้ว 3 ประการ ของการลงทุน” ที่ผมเคยพูดไว้ในหลาย ๆ โอกาสซึ่งผมจะทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือ ถ้าหากใครหวังจะรวยหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงนั้น เขาจะต้องมีแก้วที่ “สุกสว่าง” ทั้ง 3 ดวง

โดยแก้วดวงแรกคือต้องมี “เงินลงทุนเริ่มต้น” หรือเงินที่ได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินจากการลงทุน เช่น จากเงินเดือน เงินพ่อแม่ให้หรือเงินมรดก เป็นต้น “แก้ว” ดวงนี้จะ “สุกสว่าง” มากน้อยนั้น บางทีขึ้นอยู่กับ “โชคชะตา” เช่น คนมีพ่อแม่รวยและพ่อแม่แบ่งเงินมาให้ลงทุนมาก

“แก้ว” ดวงนี้ของเขาก็สุกสว่างมาก แต่อีกด้านหนึ่ง ความสุกสว่างของแก้วอาจมากขึ้นได้จากการ“อดออม”ของเราเอง นั่นคือเราสามารถเพิ่มความสว่างของแก้วเราได้ โดยบริโภคน้อยลงเก็บออมเอามาลงทุนมากขึ้น

แก้วดวงที่สองคือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุน ความสุกสว่างของแก้วดวงนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์และลงทุนอย่างถูกต้อง ตามทฤษฎีและตามประวัติศาสตร์การลงทุนที่มีการเก็บสถิติมายาวนานนั้น บอกว่าหุ้นให้ผลตอบแทนสูงสุดในบรรดาการลงทุนหลักทั้งหลายในระยะยาว

ดังนั้น แก้วดวงนี้จะสุกสว่างได้คงต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ขณะที่การฝากเงินให้ผลตอบแทนต่ำสุด ถ้าเงินส่วนใหญ่อยู่ในเงินฝาก แก้วดวงนี้ก็จะหมองมัว

ส่วนพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้นให้ผลตอบแทนกลาง ๆ ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ถ้าเราเน้นซื้อหุ้นลงทุนเป็นรายตัว อาจทำให้แก้วของเราสว่างที่สุด มีโอกาสเช่นกันที่แก้วดวงนี้จะ“แตก” และความสว่างจะหายไปกลายเป็นแก้ว“มืดมน” เปรียบเทียบคือแทนที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็อาจจะขาดทุนได้

โชคดีที่เราสามารถจะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวม ที่จะให้ผลตอบแทนสุกสว่างพอสมควร โดยความเสี่ยงจะเสียหายมีน้อยในระยะยาว ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญการเลือกหุ้น การลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก

แก้วดวงสุดท้ายคือระยะเวลาลงทุน ยิ่งเราลงทุนยาวนานเท่าไร แก้วก็จะสุกสว่างมากขึ้นเท่านั้น คนที่อายุน้อยและแน่วแน่ในการลงทุน ไม่ออกจากตลาดไม่ว่าในสถานการณ์อะไร จึงเป็นคนที่มีแก้วสุกสว่างอยู่ในมือ 1 ดวงเสมอ เช่นเดียวกัน คนที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีก็เป็นคนที่มีแก้วสว่างกว่าคนที่อายุสั้นกว่า

คนที่มีแก้วสุกสว่างทั้ง 3 ดวงและใช้มัน โอกาสรวยจากการลงทุนก็จะสูงมาก คนที่มีแก้วอยู่ในมือแต่ไม่รู้จักใช้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย ส่วนคนที่แทบไม่มีแก้วสุกสว่างเลยซักดวง ต้องยอมรับว่าอาจไม่สามารถรวยจากการลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ “กินเงินเดือน” และอายุยังไม่มากนั้น หากมีการวางแผนการลงทุนที่ดี และด้วยการ “เสียสละ” การบริโภคในปัจจุบันพอประมาณแต่อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะเดือดร้อนนัก จะสามารถที่จะลงทุนจนมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในยามเกษียณได้อย่างสบาย โดยความเสี่ยงที่จะทำไม่ได้มีน้อยมาก มาดูกันว่าทำอย่างไรแล้วเราจะบรรลุเป้าหมายอะไร?

สมมุติว่าเราอายุ 30 ปี มีงานประจำที่มั่นคง มีเงินเดือนตามควรแก่อัตภาพเช่น เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาท และยังไม่เคยลงทุนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ข้อเสนอของผมก็คือ เราต้องเริ่มเก็บออมเงินและลงทุนโดยการหักออกจากเงินรายได้ 15% ทุกครั้งที่ได้รับเงิน ซึ่งก็คือเดือนละ 7,500 บาท แล้วนำเงินนั้นลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนี SET50 คือลงทุนหุ้นใหญ่ที่สุด 50 ตัว โดยไม่มีการเลือกหุ้น

เราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน ถ้าเงินเดือนเราสูงขึ้น เม็ดเงิน 15% ของเราก็สูงขึ้นตามกันไป เวลาได้เงินพิเศษเช่น โบนัส เราก็ยังคงต้องหักเงิน 15% ก่อนเพื่อเอาไปลงทุนในหุ้น การลงทุนในหุ้นทั้งหมดนั้น อาจดูว่า “เสี่ยง” แต่การที่ทยอยลงไปเรื่อยเป็นเวลาถึง 30 ปี ความเสี่ยงจะหายไปมาก เพราะเราจะซื้อหุ้นเฉลี่ยกันไปทั้งช่วงที่หุ้นถูกและแพง โอกาสเงินออมจะเสียหายมีน้อยมาก แต่มีโอกาสสูงที่เราจะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 10% ตามสถิติที่เป็นมาในอดีต ถ้าทำแบบนี้ ผลที่จะได้รับหลังเกษียณ 60 ปีคืออะไร?

คำตอบอย่างที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุดคือหลังเกษียณแล้ว เราสามารถใช้เงินได้เดือนละเท่าเดิม เท่ากับช่วงที่ทำงานอยู่ โดยที่ไม่ต้องทำงานต่อไปอีก 30 ปี เช่น ถ้าได้เงินเดือนช่วงแรกที่อายุ 30 ปี เป็นเงิน 50,000 บาท ในวันที่เกษียณเดือนแรกก็สามารถใช้เงินได้เดือนละ 50,000 บาทเช่นกัน

หลังจากคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว (ที่จริงก็คือใช้ได้ประมาณ 120,000 บาท ต่อเดือนซึ่งมีค่าเท่ากับ 50,000 ในวันนี้) และถ้าในช่วงอายุ 40 ปี มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท และกันเงิน 15% ซึ่งเท่ากับ 15,000 บาทไว้ลงทุน ในช่วงที่มีอายุ 70 ปี เราจะสามารถใช้เงินได้เดือนละ 100,000 บาทเช่นกัน หลังคำนึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว

มองอีกด้านหนึ่งคือเงินเพียง 15% ถ้าลงทุนในหุ้นวันนี้ จะโตขึ้นเป็น 100% หลังหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว ภายในเวลา 30 ปี ดังนั้น เงินเพียง 15% ของทุกเดือนที่ลงทุนไปวันนี้ อีก 30 ปีจะกลับมาเลี้ยงเราเต็มจำนวน ถ้าลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี โอกาสเกษียณอย่างสบายจะสูง

ถ้าลงทุนหลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว เช่น เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 40 ปี ถ้าจะให้เราสามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ อาจต้องกันเงินไว้มากกว่า 15% ของเงินเดือนเพื่อจะลงทุน ภาระก็จะหนักขึ้น หรือถ้ายังรักษาระดับที่ 15% ในวันที่เกษียณเราก็มีเวลาลงทุนแค่ 20 ปี ซึ่งก็จะทำให้เงินที่เราจะได้นั้นไม่ถึง 100% ซึ่งก็แปลว่า ในวันเกษียณ เราอาจจะต้องลดระดับความเป็นอยู่ลง

คนอายุ 30 ปี ที่เริ่มกันเงินถึง 15% ของเงินเดือนเพื่อลงทุน แต่เขาเน้นไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมมีหุ้นน้อย ผลตอบแทนที่ได้จะต่ำ ซึ่งอาจทำให้เขาไม่สามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ สำหรับผมแล้วเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม ในระยะสั้นๆ นั้น ความรู้สึกมั่นคงและ“ไม่เสี่ยง” จากการลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้น ไม่คุ้มกับการเสียโอกาส ที่จะได้ผลตอบแทนดีในระยะยาวจากการลงทุนในหุ้น

ว่าที่จริง ในระยะยาวตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หุ้นโดยรวมนั้นมีความเสี่ยงน้อยมาก โอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้นผมคิดว่าน่าจะอยู่แค่ในช่วง 5-10 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลอด ดังนั้น อย่ากลัวที่จะลงทุนหุ้นเต็มที่ถ้าเราจะลงระยะยาวมาก

สุดท้ายที่ผมอยากจะเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องเสียภาษีรายได้สูงนั้น การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ในอัตราที่สูงได้ถึง 15% ของรายได้นั้น ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ผมกล่าวถึงมาทั้งหมด แต่ยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลด้วย ดังนั้น ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แชร์ข่าว :
Tags: