ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์

ดูบทความทั้งหมด

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

19 มิถุนายน 2557
9,780

โครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี และกองทุนน้ำมัน (1)

เมื่อตอนที่แล้วผมได้พูดถึงการเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมันสำเร็จรูปไปแล้วโดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันเบนซินและน้ำมันด

ว่ารัฐมีการกำหนดอัตราการเก็บภาษีสรรพสามิตในน้ำมันแต่ละชนิดอย่างไร ซึ่งในส่วนของกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลนั้นจะเห็นได้ว่าอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่างกันนั้นมาจากสัดส่วนของน้ำมันเบนซินที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ก็เก็บในอัตรา 7 บาทต่อลิตร แต่ถ้าเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลนั้นอัตราภาษีสรรพสามิตก็จะถูกเก็บตามสัดส่วนของน้ำมันเบนซินที่เข้าไปผสมอยู่ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E10 ก็จะเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของน้ำมันเบนซินเท่านั้น ดังนั้นเมื่อน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E10 หนึ่งลิตรมีสัดส่วนของน้ำมันเบนซินอยู่ร้อยละ 90 ก็จะทำให้อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6.3 บาทต่อลิตร ซึ่งก็มาจาก 90% คูณกับอัตราภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเบนซินที่ 7 บาทต่อลิตร ส่วนเอทานอลที่ผสมอยู่ในน้ำมันแก๊สโซฮอลนั้นก็ไม่มีการเรียกภาษีสรรพสามิต

นอกจากภาษีสรรพสามิตแล้ว ในโครงสร้างของราคาน้ำมันนั้นยังมีภาษีเทศบาล และภาษีบำรุงท้องถิ่นอยู่ด้วย โดยในส่วนของภาษีเทศบาลนั้น น้ำมันทุกชนิดจะถูกเรียกเก็บในอัตราเดียวกันคือร้อยละ 10 ของอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ซึ่งมีการเรียกเก็บอัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ 7 บาทต่อลิตร ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีเทศบาล 70 สตางค์ต่อลิตร เป็นต้น

แต่ในส่วนของภาษีบำรุงท้องถิ่นนั้น ส่วนใหญ่จะเห็นได้ตามต่างจังหวัด โดยการกำหนดอัตรานั้นจะเป็นอำนาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น ภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งตามมาตราที่ 64 ของพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจออกข้อบัญญัติเก็บภาษีบำรุงองค์กรบริหารส่วนจังหวัดจากการค้าน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล หรือก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ โดย อบจ. นั้นจะสามารถจัดเก็บเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินลิตรละ 10 สตางค์สำหรับน้ำมันและไม่เกินกิโลกรัมละ 10 สตางค์สำหรับก๊าซปิโตรเลียม

ทั้งนี้ ภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดนี้จะถูกนำรวมเข้าไปในราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ ไม่เหมือนกับภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลที่ถูกเรียกเก็บไปก่อนแล้วหลังน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน โดยทาง อบจ. นั้นจะออกข้อบัญญัติเพื่อเรียกเก็บในอัตราใดก็ได้แต่ไม่เกิน 10 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งบางจังหวัดอาจจะเก็บ 5 สตางค์ต่อลิตร แต่ก็มีบางจังหวัดที่เก็บเต็ม 10 สตางค์ต่อลิตร

คราวนี้ก็จะมาพูดต่อในเรื่องของกองทุนน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเมื่อดูโครงสร้างราคาน้ำมันแล้วจะเห็นว่ามีทั้งการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันและการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าไปชดเชย

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของกองทุนน้ำมันนั้นก็คือเพื่อนำมาใช้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากเกินไป แต่ไม่ใช่ว่ามาทำให้ราคาน้ำมันนั้นถูกลงเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้น แต่เป็นการช่วยให้ราคาน้ำมันในประเทศนั้นไม่ปรับตัวหวือหวาซะจนก่อให้เกิดภาระต่อผู้ใช้รถยนต์ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่จะกระทบกับราคาน้ำมันอย่างรุนแรง เช่น น้ำมันที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็วจากกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นต้น นอกจากจะเป็นการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาน้ำมันแล้ว กองทุนน้ำมันยังถูกนำไปใช้สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศโดยนำไปใช้ในการส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อที่จะไม่ให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมากเกินไป

ที่เห็นชัดๆ ก็คือการกำหนดอัตรากองทุนน้ำมันในกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล โดยจะเห็นได้ว่ารัฐได้พยายามกำหนดความต่างของอัตรากองทุนน้ำมันของน้ำมันในกลุ่มนี้ก็เพื่อที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนซึ่งก็คือเอทานอลที่เราผลิตได้เองในประเทศทั้งจากกากน้ำตาลที่มาจากอ้อยหรือจากมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม หากมาดูที่ราคาเอทานอลที่ถูกนำเข้ามาผสมกับน้ำมันเบนซินแล้วจะเห็นว่าเอทานอลมีราคาที่สูงกว่า ดังนั้น เมื่อถูกผสมไปแล้วก็จะทำให้ราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอลสูงกว่าราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันเบนซินเพียงอย่างเดียว สังเกตได้จากราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอลที่สูงขึ้นเมื่อสัดส่วนของเอทานอลที่เข้ามาผสมมากขึ้น โดยราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2557 นั้นอยู่ที่ 25.98 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E10 E20 และ E85 นั้นอยู่ที่ 26.25, 26.43 และ 26.71 บาทต่อลิตรตามลำดับ

ซึ่งรัฐมองว่าหากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลเป็นแบบนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวนั้นจะไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ ผู้ใช้รถจะไม่มีทางหันมาเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลแน่ จึงได้มีการกำหนดอัตรากองทุนน้ำมันให้มีความต่างกันเพื่อให้น้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากๆ มีราคาที่ถูกกว่า ดังจะเห็นได้ว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E10 นั้นจะถูกเรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันในอัตรา 3.3 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E20 นั้นจะถูกเรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันในอัตรา 1.2 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 E20 และ E85 นั้นได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตรา 1.05 และ 11.60 บาทต่อลิตร ตามลำดับ

ผมได้พูดถึงการกำหนดอัตรากองทุนน้ำมันที่อยู่ในโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอลไปแล้ว คราวหน้าผมจะมาพูดต่อถึงการกำหนดอัตรากองทุนน้ำมันในน้ำมันดีเซลซึ่งถูกตรึงไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ดังนั้น จึงจะต้องมีการบริหารจัดการเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งขออธิบายในคราวต่อไปครับ

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์

แชร์ข่าว :
Tags: