ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองจีนมองไทย"

5 มิถุนายน 2557
10,553

Chinese Dream : จีนฝันอะไร ไทยเรียนรู้อะไร

คนจีนวันนี้ทำไมถึงกล้าที่จะมีความฝัน คนจีนบนแผ่นดินคอมมิวนิสต์ในศตวรรษที่ 21 เขาจะฝันอะไรกัน

แล้วใครหนอที่จะออกมาจุดประกายให้คนจีนลุกขึ้นมามีความฝัน บทความวันนี้มีคำตอบค่ะ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 2012 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้มีผู้นำสูงสุดคนใหม่อย่างเป็นทางการ คือ ดร.สี จิ้นผิง ผู้ที่จะต้องกุมบังเหียนแดนมังกรท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายรอบด้าน

หลังจากนั้นได้เพียง 16 วัน บิ๊กบอสสูงสุดของจีนคนใหม่นี้ก็ได้ปลุกกระตุ้นปวงชนชาวจีนด้วยคำว่า ??? (zhong guo meng) หรือ “ความฝันของจีน”

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2012 ท่านสี จิ้นผิง ในฐานะผู้นำคนใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ “หนทางสู่ความเจริญรุ่งเรือง” ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่ง และได้เอ่ยถึงคำว่า “ความฝันของจีน” โดยกล่าวว่า “ขณะนี้ ทุกคนกำลังถกเถียงถึงความฝันของจีน ผมเห็นว่า ชนชาติจีนฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน”

ผู้นำจีนคนนี้ยังได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า “ถึงวาระครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พรรคฯก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1921) ประเทศจีนต้องบรรลุเป้าหมายสังคมพออยู่พอกินอย่างทั่วถึงให้ได้ และเมื่อถึงวาระครบรอบ 100 ของการสถาปนาประเทศจีนใหม่ (ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949) เราต้องบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความทันสมัยในระบอบสังคมนิยมที่มีความเข้มแข็งฯ ความฝันแห่งการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีนต้องกลายเป็นจริง”

ในปีต่อมา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2013 หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของจีนอย่างเป็นทางการ ท่านสี จิ้นผิงได้ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ของสมัชชาผู้แทนประชาชนจีนทั่วประเทศ โดยใช้เวลาพูด 25 นาที เอ่ยถึงคำว่าความฝันของจีน 9 ครั้ง พูดถึงประชาชน 44 ครั้ง และได้รับการปรบมือ 10 กว่าครั้ง

สีจิ้นผิงได้กล่าวว่า “ความฝันของจีนเป็นความฝันของประชาชน ต้องอาศัยประชาชนมาทำให้ความฝันกลายเป็นจริง ต้องสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนอย่างไม่ขาดสาย” พร้อมเปรียบเปรยว่า “ชีวิตของคนเหมือนเรือ ความฝันของคนเหมือนใบเรือ ทุกคนย่อมมีความฝันของตน แต่เราต่างก็เป็นคนจีน อาศัยในประเทศเดียวกัน ดังนั้น ความฝันของแต่ละคนต้องไปผูกพันกับความฝันของชาติ ประเทศดี ประชาชนถึงได้ดี” จึงชัดเจนมากว่า ความฝันของแต่ละคนในชาติคงจะแยกออกไม่ได้จากความฝันของชาติ

ท่านสีจิ้นผิงยังได้เตือนสติคนจีนด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าอัปยศของจีนในอดีตว่า “รุ่นปู่ย่าตายายได้ประจักษ์ความวุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ชิง พวกเขาประจักษ์ความอ่อนแอของชาติ แล้วก็ประจักษ์ว่า “คนจีนลุกขึ้นยืน” รุ่นพ่อรุ่นแม่เกิดในสมัยที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน พวกเขาประจักษ์ “ล้าหลังก็จะถูกเฆี่ยนตี” แล้วประจักษ์ “รวยขึ้นมาหลังการปฏิรูป”….. จนจีนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก”

นอกจากนี้ ท่านสีจิ้นผิงได้ฝากถึงอนาคตของจีนในรุ่นต่อไป ด้วยการตั้งคำถามเชิงกระตุ้นว่า “แล้วรุ่นลูกล่ะ เสียงหัวเราะของเด็กๆ เป็นดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก พวกเขาสมควรมีอนาคตที่ดี พวกเขาจะได้พบกับสังคมพออยู่พอกินอย่างทั่วถึง ภายในปี 2020 และอยู่ประเทศที่มีความทันสมัยในระบอบสังคมนิยมที่มีความเข้มแข็งฯ โดยจะต้องมีรายได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายในปี 2049”

ลีลากระตุ้นเตือนแบบแรงๆ ของท่านสีจิ้นผิงที่ตามมา คือ “ชาติที่ไม่มีความใฝ่ฝันเป็นชาติที่น่าเศร้า ชาติที่มีความใฝ่ฝัน แต่ปราศจากการแสวงหา ไขว่คว้าที่แน่วแน่ ก็เป็นชาติที่ไร้ซึ่งอนาคต” ข้อความนี้น่าคิดและน่าจะนำไปใช้ได้กับทุกประเทศนะคะ

ท่านสีจิ้นผิงยอมรับความจริงว่า “ชนชาติจีนเป็นชนชาติผ่านความยากลำบากมา …ประวัติศาสตร์จีนหลายช่วงสะท้อนว่า ชนชาติจีนสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ สร้างความเจริญรุ่งเรือง ทำให้ประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของโลกได้” ในตอนท้าย ท่านสีจิ้นผิงจึงได้จุดประกายให้คนจีนกล้าที่จะมีความฝัน โดยสรุปว่า “ขอเพียงแต่พวกเรามีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ มีความเลื่อมใสศรัทธาที่แน่วแน่และปฏิบัติอย่างจริงจัง เราสามารถทำให้ความฝันที่สวยงามของจีนกลายเป็นจริงอย่างแน่แท้”

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็น่าชื่นใจแทนคนจีนนะคะ ผู้นำจีนเขามีเป้าหมายและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า ประเทศจะเดินไปทางไหน และกล้าที่จะฝัน พร้อมกระตุ้นให้ไปถึงความฝันเหล่านั้นร่วมกัน โดยไม่ลืมชาติบ้านเมืองและความยากลำบากที่ผ่านมาในอดีต

นอกจากนี้ ผู้นำจีนและคณะผู้บริหารชุดนี้ยังมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามและต่อต้านคอร์รัปชัน โดยประกาศจะปัดกวาดและปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานรัฐ พร้อมชูธงปฏิรูป “เอาอำนาจขังไว้ในกรงของระบบ” และประกาศก้องว่า “ทั้งเสือและแมลงวันจะปราบโดยไม่มีข้อยกเว้น”

ผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับคำว่า “กฎเหล็ก 11 ข้อของสีจิ้นผิง” น่าเสียดาย เนื้อที่ในคอลัมน์ไม่พอที่จะมากล่าวถึงทั้ง 11 ข้อ แต่มาตรการเหล่านี้โดนใจและได้ใจประชาชนคนจีนเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าราชการที่คอร์รัปชันต้องเริ่มขายบ้าน หนีอพยพไปต่างประเทศ ข้าราชการไม่กล้าจัดงานเลี้ยงใหญ่โต หล้าเหมาไถสุดฮิตราคาเริ่มตก ปรากฏการณ์กวาดล้างคอร์รัปชันเริ่มกระเพื่อมจากภาครัฐจนถึงภาคเอกชน รวมไปถึงพลเมืองเน็ตทั้งหลายของจีนเริ่มช่วยรัฐสอดส่องและจับตาข้าราชการจอมคอร์รัปชัน

ไทยเรียนรู้อะไรจากความฝันของจีน ผู้อ่านคงคิดเองได้ และมาถึงจุดนี้ เราคงไม่ต้องไปอิจฉาคนจีนที่มีผู้บริหารประเทศสุดยอดเช่นนี้ พวกเราคนไทยแตกแยกทางความคิดมานานและผ่านความยากลำบากทางการเมืองมานานหลายปีแล้ว มาถึงวันนี้ มีผู้กล้าจะ “คืนความสุข” ให้กับคนไทยแล้ว เราควรจับมือกัน เพื่อให้ประเทศเดินหน้า เราอาจจะเรียนรู้ประสบการณ์และวิธีการของจีนด้วยความไตร่ตรอง เพื่อ “ดึงข้อดี ละข้อด้อย” มาปรับใช้กับบ้านนี้เมืองนี้บนแผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราปวงชนชาวไทยทุกคนค่ะ

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

แชร์ข่าว :
Tags: