25 ธันวาคม 2556
8,169

รู้ก่อนรวยก่อน ทะลวงเทรนด์อีคอมเมิร์ซไทยปี 2557

สิ่งที่คนทำการค้าออนไลน์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การเปลี่ยนผู้ชม (Visitor) ให้เป็นผู้ซื้อ (Buyer)

ปี 2556 เป็นปีที่ "อีคอมเมิร์ซ" ของไทยเติบโตขึ้นอย่างมากด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น จำนวนของผู้ประกอบการที่กระโดดเข้าสู่การค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก คนไทยสามารถใช้บัตรเดบิตซื้อของไลน์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือบัตรถึง 42.2 ล้านใบเลยทีเดียว การมาของโครงข่าย 3จี ที่กระจายไปทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยทีทำให้การค้าผ่านทางออนไลน์ของไทยเติบโตมากขึ้น 30% เลยทีเดียว (จากการประเมินของผมเอง) ทีนี้เรามาดูกันว่าปีหน้า 2557 จะมีเทรนด์อะไรบ้างในการค้าออนไลน์ของไทยที่เราควรจะรู้เพื่อนำมาเตรียมรับมือและปรับธุรกิจให้มีความพร้อมมากขึ้น

1.การค้าผ่านมือถือจะถึบตัวสูงอย่างมาก (M-Commerce) ปี 2557 จะเป็นปีที่มือถือกลายเป็นช่องทางหลักของการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต และการขายสินค้าผ่านทางมือถือเติบโตขึ้นถึง 158% (ของ TARAD.com) เพราะต้องยอมรับว่าเดียวคนรับข้อมูลข่าวสารทางมือถือกันเป็นช่องทางหลักแล้ว ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าจึงเกิดผ่านช่องทางนี้ด้วย ดังนั้นหากธุรกิจคุณยังไม่มีตัวตนหรือรองรับการแสดงผลผ่านทางมือถือ อาจจะทำให้การรองรับลูกค้าหรือเข้าถึงลูกค้าได้ยากมากขึ้น

2.โมบายแชทและโซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางเพิ่มยอดขาย (Mobile Chat & Social Media) โมบายแชท (Mobile Chat) หรือการส่งข้อความผ่านแอพทางมือถือกำลังได้รับความนิยมสุดในตอนนี้ คนไทยเกือบ 20 ล้านคน (ณ.เดือน ธ.ค. 2557) ใช้ ไลน์ (LINE) เป็นช่องทางในการสื่อสารอย่างมาก และรวมถึงการใช้โซเชียล มีเดีย ของคนไทยที่เติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าถึงลูกค้า เพื่อนำเสนอและขายสินค้า เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ตรวจสอบดูเว็บไซต์ของคุณว่า รองรับการดูผ่านทางมือถือแล้วหรือยัง เว็บไซต์มีการวางแผนทำให้เกิดการขายแล้วหรือยัง หรือยังเป็นแค่มีข้อมูลแห้งๆ เหี่ยวๆ ที่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการขายได้ จงรีบปรับด่วน

3.การค้าออนไลน์กับคนเฉพาะกลุ่ม (Vertical E-Commerce) การขายออนไลน์กำลังเติบโตขึ้นอย่างมา จึงทำให้เกิดการค้าขายกับตลาดและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกออน ไลน์ เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีเว็บไซต์ขายสินค้าที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น เว็บขายสินค้าให้ คุณแม่-เด็กเล็ก สัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆ อุปกรณ์ภายในครัว หรือแม้แต่เว็บขายของกับกลุ่มเกย์ เป็นต้น
หากคุณมีธุรกิจที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ควรรีบบุกมาใช้ช่องทางออนไลน์ได้แล้ว เพราะช่องทางออนไลน์จะเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดในการสร้างยอดขายให้ธุรกิจของคุณ

4. สินค้าดิจิทัลจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (Digital Content) สินค้าดิจิทัลประเภทซอฟต์แวร์ แอพ อีบุ๊ค เพลง หรือบริการทางออนไลน์ต่างๆ จะขายดีมากขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าคนไทยนิยมซื้อสินค้าประเภทดิจิทัลเพิ่ม แต่สินค้าประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นของต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสให้คนที่จะทำสินค้าประเภทนี้มาขาย ข้อดี คือ การขายสินค้าประเภทดิจิทัลจะไม่มีค่าส่งสินค้า และไม่ต้องกังวลเรื่องการสต็อกสินค้า เมื่อลูกค้าจ่ายเงินเราสามารถส่งมอบได้ทันที และสามารถขายได้ทั่วโลก
ลองกลับมาดูธุรกิจของคุณว่าสามารถปรับเปลี่ยนหรือขยายเข้าสู่การเป็นดิจิทัลได้หรือไม่ เพราะหากได้ คุณจะสามารถขายกับคนทั่วโลกได้ง่ายๆ ทันที

5.ผู้เล่นจากต่างชาติจะบุกเข้ามามากขึ้น (International Player) ตอนนี้ผู้ให้บริการการค้าออนไลน์จากต่างประเทศเริ่มบุกเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น รวมถึงในประเทศไทย เช่น Qoo10.my (ในเครือ อีเบย์) หรือ taobao.com เว็บอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ต่างก็เริ่มเปิดบริการขายสินค้าจากจีนตรงมายังประเทศรอบๆ ไทยแล้ว เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ แน่นอนคงจะเปิดในไทยเร็วๆ นี้ หมายถึงคุณต้องค้าขายแข่งกับพ่อค้าจีนที่เหาะข้ามโลกมาขายคนไทยสบายๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต แล้วทำไมต้องรอเขาบุกมาดึงลูกค้าเรา วางแผนขยายและขายสินค้าของคุณผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังลูกค้ากลุ่มประเทศอื่นๆ ง่ายกว่า สะดวกกว่า ต้นทุนต่ำกว่า เริ่มวางแผนได้แล้วครับ

6. การชำระเงินผ่านออนไลน์จะเติบโตสุดๆ (Online Payment) ปัจจุบันบริการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง บัตรเครดิตหรือชำระเงินผ่านมือถือ กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสะดวกกว่า รวดเร็วกว่า สามารถปิดการขายได้เร็ว มากกว่าการให้ลูกค้าไปโอนเงิน ทำให้หลายๆ ธุรกิจตอนนี้เริ่มหันมาใช้ระบบชำระเงินออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลากหลายอย่าง ThaiEpay.com, Paysbuy.com หรือธนาคารต่างๆ เป็นต้น หากธุรกิจของคุณยังไม่มีระบบชำระเงินออนไลน์ จงรีบติดต่อผู้ให้บริการและเริ่มนำติดตั้งกับธุรกิจได้แล้ว

7. เว็บเปรียบเทียบราคาจะเป็นทางเลือกผู้บริโภค (Price Comparison) เดียวคนหลายๆ คนเวลาจะซื้อสินค้าก็เริ่มจะหันไปใช้บริการเว็บไซต์ที่เปรียบเทียบราคาสินค้ากันมากขึ้น เพราะเว็บเหล่านี้จะทำหน้าที่รวมราคาสินค้าจากเว็บไซต์ต่างๆ มารวมไว้ เพื่อให้คุณสามารถค้นหา และเปรียบเทียบราคาได้ง่ายมากขึ้น ทำให้คุณสามารถหาสินค้าที่ต้องการในราคาที่ถูกที่สุดได้ง่ายและสะดวก เช่น Attackprice.com หรือ Priceza.com จงรีบนำสินค้าหรือบริการของคุณไปแสดงไว้ในเว็บเปรียบเทียบราคาสินค้าเหล่านี้ทันที

8. การตลาดออนไลน์จะฉลาดเป็นกรด (Advance Online Marketing) เดียวนี้การตลาดออนไลน์ สามารถทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เม็ดเงินน้อยลงมากๆ ทำให้เราสามารถเพิ่มยอดขายได้ทันที ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การตลาดผ่าน การตลาดแบบติดตามลูกค้า ซ้ำและย้ำอีกครั้ง (Re-Targeting) ที่จะติดตามลูกค้าไปทุกที่ เพื่อปิดการขายให้ได้ หรือจะเป็น การตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Marketing) ที่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าของคุณได้ทันที
ดังนั้น จงนำการตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่ๆ มาใช้กับธุรกิจของคุณเลย อย่าช้า เพราะถูกกว่า ดีกว่า ประหยัดกว่า

9. การเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (Conversion) สิ่งที่คนทำการค้าออนไลน์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การเปลี่ยนผู้ชม (Visitor) ให้เป็นผู้ซื้อ (Buyer) หรือเราเรียกว่า Conversion (CVR)” เพราะหากเว็บไซต์ของคุณมีคนเข้าหมื่นคนต่อวัน แต่มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากคนเหล่านั้นเค้าไม่ซื้อของอะไรเลย ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (CVR) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ธุรกิจคุณจะต้องโฟกัส ที่ผ่านมาหลายๆ ธุรกิจไม่เคยสนใจสิ่งนี้เลย วิธีการหา CVR ง่ายๆ คือ การนำ ยอดขาย (Order) หารกับจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ (Visitor) โดยตัวเลขมักจะเป็นเปอร์เซ็นต์
ดังนั้น จงหาอัตราการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (CVR) ของธุรกิจของคุณให้เจอ และวางแผนปรับให้มันสูงขึ้น เพราะยิ่งสูงขึ้นนั่นหมายถึงยอดขายของคุณที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเอง

10. ระบบจัดการและส่งสินค้าครบวงจร (Fulfillment) หากคุณขายสินค้าได้วันละ 4-5 รายการต่อวันคุณคงไม่ปวดหัวหรือมีการจัดการอะไรมากนัก แต่หากธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นจนมียอดขายมากถึง 50-100 รายการต่อวัน ทำให้การจัดการ การบริหารสินค้า, การส่งสินค้า, การติดต่อประสานกับลูกค้าจะกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและปวดกบาลมากๆ เลยทีเดียว

ปัจจุบัน จึงมีบริการจัดการและส่งสินค้าครบวงจรกับธุรกิจที่มียอดการขายมากๆ ในแต่ละวัน โดยเค้าจะทำหน้าที่เก็บสินค้า (warehouse) หยิบและแพ็กสินค้า (Pick & Pack) รวมไปถึงการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้า (Delivery) แบบเสร็จสรรพ จึงทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถโฟกัสกับธุรกิจการขายของตัวเองได้เต็มที่ เมื่อมียอดขายเข้ามา ก็ส่งรายการการสั่งซื้อไปให้ผู้ให้บริการเหล่านั้นได้ทันที ทำให้ต้องปวดหัวกับการจัดการสินค้า และไม่จำเป็นต้องมาเพิ่มคนเพื่อมาทำในส่วนนี้ หากธุรกิจของคุณเติบโตมียอดขายมากๆ แนะนำให้ลองติดต่อผู้ให้บริการจัดการแบบครบวงจร คุณจะขยายธุรกิจไปได้รวดเร็วมากขึ้น

ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มหรือเทรนด์ของการธุรกิจการค้าออนไลน์ของไทย ที่จะมาแน่ๆ หรือบางอย่างมาแล้ว จงเตรียมรับมือและนำสิ่งที่ผมแนะนำมาใช้กับธุรกิจ และสำคัญที่สุด อ่านแล้วได้ไอเดียแล้ว จงลงมือทำซะครับ

ดูบทความทั้งหมดของ

แชร์ข่าว :
Tags: