เกาะกระแสวันอาทิตย์

ดูบทความทั้งหมด

8 ธันวาคม 2556
2,689

9 ธ.ค.ไม่ใช่วันประลองกำลังรอบใหม่

"วันที่ 9 ธ.ค. (วันที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่) ไม่ใช่โอกาสของการประลองกำลังรอบใหม่ แต่เป็นการประลองสติปัญญา

ประลองวิธีคิดของสังคม ผมคิดว่าสังคมต้องมีหลักคิดมากกว่าสอง ไม่ใช่ขาวหรือดำเท่านั้น"

เป็นการมองสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองผ่านมุมมองใหม่ในแบบของ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นการมองแบบ "เผื่อทางเลือก" ให้สังคมไปต่อได้ ไม่ใช่คิดแค่ "ชนะ" หรือ "แพ้" เท่านั้น

สุริชัย เห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองที่ปรากฏขึ้นตลอดเดือน พ.ย.ต่อเนื่องถึงต้นเดือน ธ.ค. ถือเป็นความตื่นตัวที่น่าสนใจ และหลายเรื่องเป็นมิติใหม่ เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่มากกว่าประชาธิปไตยแบบเดิมๆ คือเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง แต่สนใจในเชิงเนื้อหาของประชาธิปไตย สนใจจริยธรรมทางการเมือง และมีกลไกดูแลคนส่วนใหญ่ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือกระทำการท้าทายกันมากเกินไป

"การจะไปมองหรือคาดหวังว่าความตื่นตัวแบบนี้ต้องมีข้อเสนออะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง แล้วนำมาเทียบเคียงกับระบบที่เดินอยู่ คือระบบรัฐสภา ผมคิดว่าคงนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความตื่นตัวแบบเตรียมมาเลือกตั้ง แต่เป็นความตื่นตัวต่อความทนไม่ได้กับการเมืองที่เลือกตั้งมาแล้วมีพฤติการณ์ไม่รับผิดชอบอย่างโจ่งแจ้ง และไม่แสดงถึงสำนึกของการปรับปรุงตนเอง เช่น ผ่านกฎหมายตอนตี 4 แล้ว ก็ยังมาผ่านตอนตี 3 อีก ซึ่งการเมืองระบบเลือกตั้งเดิมก็ไม่ค่อยปรับตัวอยู่แล้ว รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย"

"ฉะนั้นความตื่นตัวนี้จึงเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมแบบหนึ่ง ไม่ได้มีข้อเสนออย่างเป็นแบบแผน 5 ข้อ 10 ข้อ แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตัวเองของการเมืองในระบอบรัฐสภาซึ่งดูไม่เห็นเลยว่าจะปรับด้วยตัวเองอย่างไร คนที่อยู่ในระบบนั้น ถ้าจะช่วยก็ต้องบอกว่าจะปรับอย่างไร ไม่ใช่อ้างว่าเลือกตั้งรอบใหม่ค่อยว่ากัน"

สุริชัย ชี้ว่า หลายคนวิจารณ์ว่าความตื่นตัวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะไม่ชอบนักการเมือง หรือเป็นพวกปฏิเสธนักการเมือง แต่ส่วนตัวคิดว่าระบบการเมืองไม่สามารถปฏิเสธนักการเมืองได้ แต่สปิริตคืออยากเห็นระบบการเมืองที่ปฏิรูปตนเองได้ด้วย

"บรรยากาศความตื่นตัวครั้งนี้จึงควรผลักดันไปสู่การปฏิรูปทุกฝ่าย ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีคำตอบรออยู่แล้วอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อคนยอมรับไม่ได้หากปล่อยให้ระบบเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่โดยไม่มีสัญญาณอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวว่าจะปรับปรุงแก้ไขตัวเองอย่างไร ผมก็คิดว่าถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ที่อยู่ในแวดวงต้องแสดงให้ชัดว่าจะปรับอย่างไร ถ้าทำได้สังคมก็จะคลี่คลายลงบ้าง ถ้าไม่อยากให้โจทย์บ้านเมืองไปถึงจุดลำบาก ก็ต้องช่วยกันแสดงว่าจะปรับอะไรกัน"

"การที่เราตื่นตัวกันรอบใหม่ มองในแง่ดีว่าเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมได้ลุกขึ้นมากำกับการเมือง ไม่ใช่รอเลือกตั้ง 4 รอบ 5 รอบแล้วค่อยปรับปรุง ส่วนวันที่ 9 ธ.ค.ที่มีการนัดชุมนุมใหญ่ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแล ลดโอกาสของการปะทะ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม"

สุริชัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สังคมไทยไม่ค่อยเจอโจทย์แบบนี้ เพราะ 14 ตุลาฯ 2516 ก็ไม่เหมือน เนื่องจากการเมืองปัจจุบันมาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นแทนที่วันที่ 9 ธ.ค.จะเป็นวันประลองกำลังจนนำไปสู่ปัจจัยความเสี่ยงเพิ่ม ควรหันมาชวนกันถกและร่วมกันแสดงออกถึงการเมืองที่เราปรารถนา ประชาธิปไตยที่เราต้องการ โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อความรุนแรงจะดีกว่า

อีกด้านหนึ่งซึ่งยังเป็นโจทย์ที่ถกเถียงกันไม่จบ คือการใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 กับ มาตรา 7 ผ่าทางตันการเมืองไทย หลายคนมองว่าเป็นจริงไม่ได้ แต่ บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งว่ากันว่าเป็นเจ้าของ "โมเดลการเมือง" ที่สุเทพกำลังผลักดันอยู่ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปได้ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการใช้มาตรา 7 ซึ่ง บรรเจิด ขอเลี่ยงคำว่า "นายกฯพระราชทาน" แต่ขอใช้คำว่า "ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ใช้มาแล้วทั้งในประเทศไทย และประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

อังกฤษ ในปี ค.ศ.1265 มองต์ฟอร์ตได้อำนาจการปกครองประเทศ ได้จัดให้มีสภาขึ้นมาอีกสภาหนึ่งนอกจากสภาขุนนาง โดยให้แต่ละแคว้นคัดเลือกอัศวินเป็นตัวแทน 2 คน และแต่ละเมืองคัดเลือกชาวเมืองเมืองละ 2 คนเข้ามาร่วมประชุมด้วย ต่อมาได้เรียกประชุมสภาทั้งสอง ซึ่งเป็นการประชุมรัฐสภาครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก จึงนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการปกครองโดยผู้แทนราษฎร

ฝรั่งเศส ก่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ.1789 มี "สภาฐานันดร" ประกอบด้วยขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น ส่วนบุคคลอื่นไม่มีส่วนร่วมในการปกครอง สมาชิกฝ่ายขุนนางที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม และสมาชิกฝ่ายพระระดับล่าง รวมทั้งฝ่ายพลเมือง จึงได้จัดให้มีการประชุม "สมัชชาแห่งชาติ" หลังจากนั้นเหตุการณ์ได้นำไปสู่การปฏิวัติ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.1789 ภายหลังการปฏิวัติ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้มีพระบรมราชโองการรับรองสถานภาพของสมัชชาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.1978 และได้มีการลงมติเห็นชอบในหลักการให้ประกาศปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ค.ศ.1789 ขึ้น

เยอรมนี หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศเยอรมนีเปลี่ยนรูปของรัฐจากราชอาณาจักร (Kingdom) เป็นสาธารณรัฐ (Republic) นายกรัฐมนตรีแห่งอาณาจักรเยอรมันในขณะนั้นจึงมอบอำนาจการปกครองให้แก่ผู้นำของพรรคสังคมนิยมเยอรมัน คือ นายฟรีดริช เอแบร์ต (Friedrich Ebert) จากนั้นจึงมีการแต่งตั้ง "สภาผู้รับมอบอำนาจจากประชาชน" (Rat der Volksbeauftragten) สภานี้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อได้สภาแล้ว ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ส่วนในประเทศไทย ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ขณะนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ มีแต่ธรรมนูญการปกครอง นักศึกษาประชาชนได้เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ทำให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และริเริ่มการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จึงได้มีการจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติ คัดเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ 2,347 คน มาประชุมและเลือกตัวแทน 299 คนเพื่อไปยกร่างรัฐธรรมนูญ ผลก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 โดยสมัชชาแห่งชาติซึ่งมีถึง 2,347 คน ไม่มีสถานที่ประชุมที่จุคนได้ทั้งหมด จึงต้องไปใช้สนามม้า (ราชตฤณมัยสมาคม) ทำให้เรียกกันติดปากว่า "สภาสนามม้า"

อนาคตประเทศไทยหลังวันที่ 9 ธ.ค.จะเป็นแบบประนีประนอมตามแนวคิดของ สุริชัย หรือเป็นแบบแตกหักตามแนวคิดของ บรรเจิด พรุ่งนี้ก็จะได้รู้กัน!

ดูบทความทั้งหมดของ เกาะกระแสวันอาทิตย์

แชร์ข่าว :
Tags: