เรื่อง...ของเหงื่อ

19 มิถุนายน 2560
165

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยโรคที่มากับเหงื่อ คือ กลากและเกลื้อนซึ่งเกิดจากเชื้อราคนละประเภทกัน

เรื่อง...ของเหงื่อ

โดย:ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

 

เมืองไทยเราเป็นเมืองร้อน ที่หลายๆคนชอบแซวว่ามี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก และ ร้อนมากที่สุด แม้จะเข้าหน้าฝนแล้ว ก็ยังไม่วาย ร้อนจัด สลับกับชื้นๆ แฉะๆ ทุกปีพอร้อนจัด บวก ชื้น แบบนี้ภาพที่เห็นจนชินตาคือ เสื้อที่โชคไปด้วยเหงื่อ หน้าที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำ จนบางคน “เหงื่อหยดติ๋งๆ” จริงๆ ดูแล้วก็เป็นภาพที่ไม่สบายตาเอาเสียเลย

ที่จริงเหงื่อนั้นมีประโยชน์นะครับ เพราะเป็นทางระบายความร้อนที่สำคัญที่สุดของร่างกายเรา เวลาเราเป็นไข้พอเหงื่อออกอุณหภูมิลดลงเราก็รู้สึกสบายขึ้น ถ้าเหงื่อเราไม่ออกนี่ถึงตายได้นะครับ ในต่างประเทศที่เขาชินกับอากาศหนาวมากๆ พอ “คลื่นความร้อน” มาแต่ละทีจะมีคนตายกันเป็นจำนวนมาก ในบางปีตายกันหลายร้อยคน ส่วนมากก็จะเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในที่ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ พออากาศร้อนมากะทันหันไม่คุ้นเคย เหงื่อออกไม่ทัน ก็เลยตายเอาได้ง่ายๆ  คนไทยเราไม่ค่อยเกิดเรื่องแบบที่ว่านี้ จะพบก็คือ หนาวตายมากกว่า.....ก็สลับกัน เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศหนาวพออุณหภูมิอากาศลดลงเร็วๆ เราปรับตัวไม่ทัน อุณหภูมิในตัวเราลดลงเราก็ตายได้

ร่างกายเรามีต่อมเหงื่ออยู่ทั่วตัวนะครับ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 2-4 ล้านต่อม คนที่เหงื่อออกเก่งๆ นั้นออกได้หลายลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10 กว่าลิตรต่อวันทีเดียวเวลาร้อนมากๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ เราจึงกระหายน้ำเป็นสัญญาณว่าร่างกายเราเริ่มขาดน้ำแล้ว อีกอย่างที่เราจะรู้สึกก็คือ เหงื่อออกมากๆ เราจะเพลีย อันนี้เป็นเพราะเราสูญเสีย “เกลือแร่” ไปกับเหงื่อมากนั่นเองครับ เราทุกคนคงทราบดีเวลาเหงื่อเข้าปากจะรู้สึกเค็มๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะในเหงื่อนั้นมีเกลือแร่อยู่นะครับ เกลือแร่ต่างๆ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย เราจึงต้องคอย “เก็บ” เกลือแร่ ไม่ให้ขับออกไปทางปัสสาวะและทางเหงื่อมากจนเกินไป ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของไตและต่อมเหงื่อ พอเหงื่อออกน้อยๆ เราเก็บเกลือแร่กลับได้ทันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเหงื่อออกมากๆ ออกเร็วๆ ต่อมเหงื่อเรารับมือไม่ไหว ก็เลยสูญเสียเกลือแร่เป็นปริมาณมากๆ ได้........เราก็เลยเพลีย บางทีเราก็เลยต้องชดเชยด้วยการดื่มน้ำที่มีเกลือแร่เข้าไปเวลาออกกำลังกายหนักๆ ซึ่งก็จะพอช่วยได้นะครับ

เหงื่อนั้นเป็นทางกำจัดสารหลายๆอย่างด้วยนะครับ โลหะและยารับประทานบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อรา รวมทั้งยารักษามะเร็งบางตัว จะถูกร่างกายขับทางเหงื่อ แต่เหงื่อไม่ใช่ทางขับไขมันนะครับ เรามักจะพบบ่อยๆ เวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนสต่างๆ จะมีคนตัวอ้วนๆ มานั่งในห้องซาวน่าหรือในห้องสตรีม เหงื่อแตกพลั่กอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง แต่ไม่ออกกำลังใดๆ....สองปีสามปีผ่านไปคนเหล่านี้ก็ยังคงนั่งในห้องซาวน่า และก็มีแต่จะอ้วนขึ้นๆ นักมวยเขาใช้วิธีรีดเหงื่อเพื่อลดน้ำหนัก “ช่วงสั้นๆ” ก่อนชั่งน้ำหนักครับ พวกนั้นเขาน้ำหนักเกินเป็น “ขีด” พอเหงื่อออกน้ำหนักก็ลดลงอยู่ในพิกัด ชั่งน้ำหนักก็ผ่าน ก็แน่ละครับเหงื่อออก 1 ลิตร น้ำหนักก็ย่อมลดไป 1 กิโล แต่พอชั่งน้ำหนักเสร็จดื่มน้ำเข้าไปใหม่น้ำหนักก็ย่อมกลับมาเท่าเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นการทำให้เหงื่อออกไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก

อีกเรื่องหนึ่ง... พอได้ยินคำว่าเหงื่อปั๊บ...หลายๆ ท่านก็มีคำว่า “กลิ่นตัว” ลอยมาทันที ทุกท่านคงเคยเดินตามคนที่เหงื่อออกมากๆ หรือขึ้นรถเมล์ที่แน่นๆ หรือเดินในตลาดนัดสวนจตุจักรตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ร้อนจัดนะครับ คงไม่ต้องบรรยายว่ากลิ่นจากเหงื่อมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร

ความจริงเหงื่อที่ออกใหม่ๆ นั้น ไม่มีกลิ่นนะครับ ลองสังเกตดูสิครับ พอเราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ บางทีจะมีเหงื่อออก แต่ตัวเราก็ไม่เหม็น หรือเวลาวิ่งรอบสวนลุม 2 รอบ เหงื่อท่วมตัว เราก็ยังไม่เหม็น แต่พอนั่งไปสักพักหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นพักใหญ่ๆ ทานข้าวด้วย นั่งรถกลับบ้านด้วย จะสังเกตว่าเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดีอันนี้ก็เป็นเพราะบนผิวหนังเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งจะแปลงสารในเหงื่อบางอย่างทำให้มีกลิ่นขึ้นได้ ยิ่งในบางบริเวณ......ไม่ต้องบอกก็คงทราบว่า คือรักแร้ และในร่มผ้า ที่มีต่อมเหงื่อชนิดพิเศษนั้น... จะยิ่งมีกลิ่นได้มากกว่าบริเวณอื่น สาเหตุหลักก็มาจากเจ้าแบคทีเรียที่ว่านี่แหละครับ เพราะฉะนั้นถ้าไปพบแพทย์ก็อาจจะได้ยาฆ่าเชื้อมาทา หรือได้รับคำแนะนำให้ใช้สบู่ที่มีสารบางอย่างที่ฆ่าแบคทีเรียได้ กลิ่นตัวก็จะลดลง อีกส่วนที่ทำให้มีกลิ่นได้ คือ อาหารนะครับ คนบางชาติที่เขารับประทานเนื้อแกะ เนื้อแพะ หรือชีสบางประเภทเป็นประจำนั้น พอเข้ามาในห้องที่เราอยู่ยิ่งถ้าเป็นสถานที่เล็กๆอย่าง ในลิฟต์ หรือรถไฟฟ้า ด้วยยิ่งแย่ใหญ่ เราแทบจะกระโดดหนีนะครับ

อีกโรคที่มากับเหงื่อ คือ กลากและเกลื้อนซึ่งเกิดจากเชื้อราคนละประเภทกัน กลากนั้นชอบความชื้น ความแฉะ ความอับ เพราะฉะนั้นที่ไหนก็ตามที่มีความอับชื้นพอเหมาะ ราก็จะเจริญเติบโตทันที เพราะฉะนั้นก็เลยพบบ่อยแถวๆขาหนีบและฝ่าเท้ารวมทั้งซอกนิ้วเท้า ส่วนเชื้อเกลื้อนนั้นชอบความมัน เหงื่อ และความร้อน และไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอก แต่เป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังคนทุกคน จะสะอาดแค่ไหนก็มีทั้งนั้น ทีนี้พอเข้าหน้าร้อน เหงื่อออกมากขึ้น ผิวมันมากขึ้น เชื้อราก็ได้ใจ เกิดผื่นเป็นดวงๆขึ้น .... ส่วนมากเป็นที่หน้าอกและหลังครับ

ผื่นสุดท้ายที่มักจะเห่อหรือมีอาการมากขึ้นได้เวลาเหงื่อออกมากๆ คือ ผื่นภูมิแพ้-ผิวหนังอักเสบบางประเภท ทำให้บางคนชอบเรียกว่า “แพ้เหงื่อ” ซึ่งที่จริงเราไม่แพ้เหงื่อตัวเองหรอกนะครับ แต่ผื่นลักษณะที่ว่านี้ ร้อนจัดก็เป็น หนาวจัดก็เห่อ แห้งมากก็คัน ชื้นมากก็ยุบยิบๆ อีก..........เป็น “ผื่นพุทธ” คือ ชอบทางสายกลาง เหงื่อเองเป็นแค่ตัวกระตุ้นไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง

เหงื่อออกมากนั้นมีวิธีรักษาหลายอย่างนะครับ ทั้งยาทา ยารับประทาน การใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ การฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซิน การดูดไขมัน (และกำจัดต่อมเหงื่อ) ไปจนถึงการผ่าตัด ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าเป็นแบบเฉพาะที่ (และเป็นตรงไหน) หรือเป็นแบบทั้งตัว และเป็นมาก เป็นน้อยแค่ไหน รบกวนต่อการดำรงชีวิตหรือไม่...ครับ

สอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

ธนศักย์ อุทิศชลานนท์ (โป้ง)

บริษัท คอร์แอนด์ พีค จำกัด

โทรศัพท์ 02-439-4600 ต่อ 8301หรือ 081-421-5249

อีเมล์ : tanasaku@corepeak.com

 

 

  • 1/1
แชร์ข่าว :
Tags: