“อยู่บ้านฟาร์ม” ปลุกคนเมืองนอนสวนเกษตร

21 กุมภาพันธ์ 2562 | โดย ประกายดาว แบ่งสันเทียะ
7,797

สองหนุ่มผู้มีหัวใจรักวิถีเกษตร พื้นฐานชีวิตจริงของสังคมไทย จึงร่วมกันปั้น”อยู่บ้านฟาร์ม” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หนทางต่อยอดทำให้คนไทยเห็นคุณค่าความเหนื่อยยากกับการฟูมฟักผลิตผลการเกษตร คือความสุขแท้จริงของชีวิต จุดขายตอบโจทย์คนเมืองผู้โหยหาธรรมชาติ

เพราะมีความเชื่ออยู่ลึกๆในใจเสมอตั้งแต่เติบโตมาว่า "เงินทองคือมายา" แต่ “วิถีเกษตร” คือของจริงที่หล่อเลี้ยงพื้นฐานสังคมไทย เมื่อมีโอกาสในการต่อยอดธุรกิจทั้งสองหนุ่มแห่ง อ.ปากช่อง “ธรรมนูญ เคนผาพงศ์” และเพื่อน“ยอดเพชร มรรคผล” มองเห็นคุณค่าของผืนดินทำเลทองตั้งอยู่ติดกับ เขาใหญ่ แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก จึงเลือกสร้างเนื้อสร้างตัวจากการทำการเกษตร จนขยายไปสู่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรรองรับผู้คนเมืองที่โหยหาธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิม

กว่า 2 ปีที่ "อยู่บ้านฟาร์ม" หรือ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Urban farm” เปิดให้บริการที่พักเพื่อเข้ามาสัมผัสวิถีการเกษตรของ”ไร่เคนผาพงศ์” ปลูกมะม่วง มะยงชิต มรดกการเกษตรของเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ที่คนรุ่นลูกอย่าง ธรรมนูญ เคนผาพงศ์ ทายาทรุ่นที่2 รับช่วงต่อจากผืนดินของพ่อแม่ หลังเรียนจบวิศวคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ก็ตรงดิ่งมาสานต่อธุรกิจการเกษตรของพ่อแม่ทันที พร้อมกับเพิ่มเติมปลูกพืชเมืองหนาว อย่างเช่น สตรอเบอร์รี่ กระท้อน

“ชอบวิถีการทำเกษตรเพราะทำเกษตร ไม่มีอดตาย มีกินไปตลอด เป็นพื้นฐานชีวิต และไร่แห่งนี้เห็นตั้งแต่เกิด วิ่งเล่นในไร่ จึงไม่ขายเพราะถ้าขายไปก็เหมือนเราขายที่ที่เราวิ่งเล่น ต้นไม้บางต้นเห็นมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างมีเรื่องราว อยากเก็บไว้เล่าให้ลูกและคนอื่นฟัง ถึงความภูมิใจนี้” ธรรมนูญเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่าของไร่ เคนผาพงศ์

เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี วิถีชีวิตคนทำฟาร์มเกษตรมีผลผลิตอออกมาสร้างรายได้หมุนเวียน เลี้ยงตัวเองและเลี้ยงครอบครัว แม้ก็ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่เขาก็มีความสุข ที่ได้ชื่นชมผลผลิต ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ที่รองรับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น หรือคนใกล้ชิด ที่ต่างแวะเวียนมาพักผ่อนเสพบรรยากาศที่ดินติดขุนเขาแห่งนี้

รวมถึง ยอดเพชร เพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยม ที่รู้จักยาวนานกว่า 20 ปี ผู้มีอาชีพอบรมการวางแผนภาษี มักจะแวะเข้ามาพักชมสวนชมไร่ เสวนากับเพื่อนเก่า พร้อมกันเสพบรรยากาศอันอบอุ่นของ”ไร่เคนผาพงศ์” แห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง จึงรู้ว่าฟาร์มแห่งนี้ ไม่ได้มีดีกว่าแค่คำว่าไร่ปลูกไม้ผล หรือทำการเกษตร แต่ยังคุณค่าทางจิตใจให้คนเข้ามาเยี่ยมชมพาฟาร์ม ได้ศึกษาวิถีการทำการเกษตร เสพบรรยากาศ เลือกซื้อ เลือกกิน ฟาร์มผักปลอดสารพิษ และที่สำคัญ ยังได้สูดอากาศบริสุทธ์ได้อย่างเต็มปลอด พร้อมกันกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนในครอบครัว

จึงเป็นที่มาของไอเดีย ขอมาร่วมทุนต่อยอด”ท่องเที่ยวเชิงเกษตร”ภายใต้ชื่อ “อยู่บ้านฟาร์ม แอนด์ การ์เด้น เขาใหญ่ (Urban Farm & Garden Khao Yai)” ให้บริการ ที่พัก และเปิดฟาร์มให้คนเยี่ยมชม กิน ซื้อของฝากจากสวน หรือพักค้างคืนเสพธรรมชาติ

ทว่า แม้จะมีที่ดินผืนงามกว้างขวาง แต่ทั้งสองคนก็เห็นตรงกันว่าไม่คิดว่าจะเดินตามรอยรีสอร์ท โรงแรมที่มีอยู่เกลื่อนเขาใหญ่ เพราะเขาต้องการให้ผู้เข้ามาชม ค้างคืนฟาร์ม ได้สัมผัสบรรยากาศเสมือนกับว่ามานอนอยู่ในบ้านของตัวเอง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว

ยอดเพชร เล่าถึง คอนเซ็ปต์ของที่พักจึงเป็นแบบการนอนฟาร์ม นอนแคมป์ หรือนอนบ้าน โดยมีที่พักให้เลือก แบบนอนเตนท์ 3 หลังราคาหลังละ 1,000 บาท นอนได้ 2-3 คนต่อเตนท์ หรือ แบบบ้านเป็นหลังมี 5 หลังราคาหลังละ 1,200 บาท นอนค้างได้หลังละ 2-3 คน โดยรวมที่พักรองรับคนอยากจะมาชิลล์นอนกลางฟาร์มประมาณ 20-30 คน

“เราเริ่มทำจากเล็กๆ ก่อนเพื่อศึกษาความต้องการตลาด ในช่วงหน้าหนาวจะมีคนเข้าพักต่อเนื่องเต็มเกือบทุกสัปดาห์ ผู้เข้าพักมีหลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นที่มากับเพื่อนชอบธรรมชาติ และมากับครอบครัวมาชมฟาร์ม และค้างคืน ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองที่อยากพักหาความสงบ รักษ์ธรรมชาติ และสนใจเกษตร เร็วๆ นี้ก็เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาพักผ่อนซึ่งส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่พักที่สบายจนเกินไป เน้นชอบธรรมชาติเป็นหลัก”

ด้วยความที่ฟาร์มโดดเด่นในการทำการเกษตร จึงมีการขยายการผลิตรองรับคนเข้าพักในฟาร์ม ด้วยการปลูกผักสดปลอดสารพิษ มีแปลงดอกไม้สำหรับคนในโลกโซเชียลที่รักการถ่ายภาพแล้วชอบแชร์

จุดเด่นของฟาร์มคืออยู่ในบรรยากาศครอบครัว มีครัวกลาง และอาหารสำหรับให้ผู้เข้าพักไปทำกับข้าวทานเองได้ และยังเดินชมสวนเก็บผัก ชมดอกไม้ ถ่ายรูป ในอนาคตจะขยายที่พักรองรับคนที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันกับร้านกาแฟในสวน สำหรับคณะที่มาชมฟาร์มเพียงอย่างเดียว

“เราเปิดให้ชมฟาร์มได้ฟรีทุกวันโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สามารถเด็ดสตรอเบอร์รี่ทานได้เลย ใครอยากซื้อกลับไปกิน หรือเป็นของฝาก ก็ค่อยซื้อกลับไป” ยอดเพชรเล่าบรรยากาศ

เพราะความที่เริ่มเปิดแบบเรียบง่าย และขายบรรยากาศที่มีคุณค่าอยู่ในตัวเป็นหลัก วิธีการทำตลาดจึงไม่ได้ลงทุนไปมาก นอกเหนือจากการสร้างเพจ โพสต์รูปลงโซเชียล และลงที่พักในเว็บไซต์ต่างประเทศ อาทิ แอร์บีเอ็นบี ซึ่งเป็นช่องทางฟรีบนโลกโซเชียล

“ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ที่เข้ามา ก็มาตามรูปภาพจากโซเชียลเป็นหลัก แขกที่เข้ามาพักแล้วโพสต์ก็มีคนที่เห็นก็ตามกันมา จำนวนผู้เข้าพักก็เพิ่มขึ้นแบบปากต่อปาก”

สิ่งสำคัญสำหรับฟาร์มสเตย์ คือการวางวางระบบบริหารจัดการให้ดี และบริการที่อบอุ่น และเข้าใจความเป็นเทรนด์ในโลกโซเชียลที่ควรเพิ่มมุมถ่ายรูปให้หลากหลาย บนบรรยากาศในฟาร์มที่ลงตัวเพราะธรรมชาติจัดสรรดีอยู่แล้ว เมื่อรวมกันจึงทำให้ผู้เข้าพักมีความสุขกับสิ่งที่เจ้าบ้านมอบให้

ยอดเพชร ผู้เข้ามาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มองแผนระยะต่อไป ฟาร์มแห่งนี้จะพัฒนาเป็น”ศูนย์เรียนรู้” ด้านการเกษตรครบวงจร ดึงคนไทยคอเกษตรทั้งคนรุ่นใหม่รุ่นเก่ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในวิถีฟาร์มเกษตรของแต่ละคน โดยมีการดึงวิทยากรด้านการเกษตรมาให้ความรู้

“หากทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรก็จะดึงคนที่สนใจในวิถีชีวิตเหมือนกันเข้ามา ฟาร์มก็จะได้รับการพูดถึงและเป็นศูนย์กลางด้านการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้ ก็จะได้รับผลทางอ้อมในด้านของแบรนด์ และลูกค้าให้ความสนใจมาชมฟาร์มมากขึ้น”

------------------------ 

ต่อยอดฟาร์มสู่ท่องเที่ยว

-ชูคุณค่าเดิมของฟาร์ม

-ใช้โซเชียลทำตลาดบอกต่อ

-ขยายพื้นที่ถ่ายรูปตอบโจทย์คนเมือง

-คอนเซ็ปต์ชัดพักเหมือนอยู่บ้าน

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags: