หอการค้าฯจ่อยื่นหนังสือปกขาวต่อ 'ประยุทธ์' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

2 ธันวาคม 2561
5,870

ประธานสภาหอการค้าไทย เผยเตรียมยื่นหนังสือปกขาวต่อ "นายกฯประยุทธ์" หวังหนุนแนวทางการทำงานของหอการค้า เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนร่วมกัน

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงข่าวผลการสัมนาหอการค้าทั่วประเทศ ว่าปีนี้เป็นปีที่ หอการค้าไทยครบรอบ 85 ปี โดยการสัมนาปีนี้มีธีมงานคือ “85 ปี แห่งความทุ่มเท ให้ไทยเท่ ไทยเท่าเทียม ไทยยั่งยืน” เพื่อสะท้อนภาพการดำเนินงานขององค์กรที่มีมายาวนานกว่า 85 ปี ซึ่งแนวทางต่อไปทางหอการค้าจะผลักดันเรื่อง Trade and Services 4.0โดยเน้นใน 3 Value Chain ด้วยกัน คือ ด้านการค้าการลงทุนด้านการเกษตรและอาหารและ ด้านท่องเที่ยวและบริการ

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยได้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆในรูปแบบของ Radar Chart ซึ่งได้แบ่งเป็น 2 ด้านคือ ด้านเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และ ด้านเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีโครงการเป็น 3 ประเภทคือ 1.โครงการที่ผลักดันและเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินการ เช่น โครงการบึงสีไฟ กว๊านพะเยา ทะเลสาบสงขลา 2.โครงการที่ร่วมดำเนินการทำกับภาครัฐและหน่วยงานร่วม เช่น โครงการทัวร์ริมโขง 2.โครงการที่ดำเนินการเอง โดยโครงการทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนทั้งในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ระดับภาค รวมถึงภาพรวมประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ หอการค้าไทยมีโครงการหลักที่ให้ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องกับแต่ละหอการค้าจังหวัด ได้แก่1 หอการค้าดูแลอย่างน้อย 1 ท่องเที่ยวชุมชน, 1 หอการค้าดูแลอย่างน้อย 1 สหกรณ์การเกษตร ,1 ไร่ได้เงิน 1 แสน ซึ่งเรากำลังศึกษา Model ที่ให้สามารถทำได้ถึง “1 ไร่ ได้เงิน 1 ล้าน การสร้าง Brand ร่วมกันให้เข้มแข็งเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรเช่นงานแสดงสินค้าหอการค้าแฟร์ที่ปีนี้ได้มีการจัดไปแล้วที่เชียงใหม่และจะขยายผลต่อไปยัง จังหวัดของแก่นและสงขลาในปีหน้าเป็นต้น และส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย

“หอการค้าฯจะเป็นตัวช่วยและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้โต โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4 % ซึ่งทางหอฯจะเร่งส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันให้ภาคเอกชนและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทั้งนี้ผลการสัมมมาทางหอการค้าฯจะทำหนังสือปกขาวยื่นให้นายกฯเพื่อพิจารณา” นายกลินท์ กล่าว

นายสาโรช ชยาวิวัฒน์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในการที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)ของประเทศไทย มีความไม่เข้าใจถึงความแตกต่างใน 3 ส่วนคือTechnology Application และ Infrastructure ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ทราบบทบาทที่ชัดเจนว่า ควรทำเรื่องอะไรที่ส่งผลต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

ดังนั้นทางหอการค้าฯเห็นว่าภาครัฐควรเน้นการทำ Infrastructure แล้วให้เอกชนมาทำต่อด้าน Tech และ Application และภาครัฐควรมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ Digital Economy ซึ่งภาครัฐควรเปิดข้อมูลให้เอกชนเข้าถึงทั้งด้าน Infrastructure และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเร่งสนับสนุนการพัฒนาและต่อยอดโดยภาคเอกชน โดยเฉพาะการนำระบบ AI มาใช้บริหารจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ บนฐานข้อมูลแบบ Big Data ที่สามารถประมวลผล วิเคราะห์ และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง เป็นระบบ และเชื่อถือได้

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอาหาร ทั้งการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การบริหารพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก การบริหารทรัพยากรน้ำ การส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมอหารไทยทั้งปี 61 มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 1,070,000 ล้านบาท โดยนโยบายของรัฐบาลหอการค้าไทยก็ได้ร่วมทำงานกับภาครัฐมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามเอกชนเป็นห่วงแรงงานภาคเกษตรในปีนี้เนื่องจากแรงงานภาคเกษตรหายไปมากหากยังไม่สามารถแก้ไขราคาสินค้าเกษตรได้ อาจทำให้สูญเสียแรงงานภาคเกษตรจำนวนมาก ซึ่งน่าเป็นห่วง เดิมแรงงานภาคการเกษตรมี 12 ล้านคน ปีนี้เหลือ 11.78 ล้านคนหรือคิดเป็น 31.5 % ของแรงงานทั้งหมด ส่วนรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนภาคเกษตรยังต่ำไม่สมดุลกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีการเพิ่มราคาให้สินค้าเกษตร ทั้งนี้หอการค้าฯจะส่งเสริมธุรกิจและอาหารของไทยสู่ Global Value Chalns ซึ่งจะเป็นการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เช่น การส่งเสริมการผลิต ที่ผ่านมาหอการค้าฯได้มีลงนามความร่วมมือกับสภาเกษตกรแห่งชาติทั้งด้านผลิตและการตลาด การพัฒนาและส่งเสริมการปลูกพืชที่มีระดับราคาสูงเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร เป็นต้น

นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยในแต่ละปีมีรายได้หมุนเวียนปีละ 3 ล้านล้านบาท โดยในปีนี้หอการค้าไทยคาดว่านักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียจะฟื้นตัวในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปต้นปี 62 คาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 37-38 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5-7 % และในปี 62 หอการค้าคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 3-6% หรือมีจำนวน 39-40 ล้านคนและมองไปใน 20 ปีข้างหน้ามั่นใจว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเท่ากับจำนวนประชากรประเทศไทย 60-70 ล้านคน แต่ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ขณะที่หอการค้าฯเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง