สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชี้เลือกตั้งกระตุ้นต่างชาติลงทุนตลาดหุ้นไทย

29 ตุลาคม 2561
1,861

สัมมนาหุ้นสัญจร สภาธุรกิจตลาดทุนไทยระบุตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 6 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อนาคตหุ้นจะฟื้นตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ผู้นำสหรัฐ เผยโอกาสหุ้นไทยยังมีอยู่สูง การเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องล้านนาบอลรูม 1 โรงแรมแชงกรีลา เชียงใหม่ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาหุ้นสัญจร โค้งสุดท้ายหุ้นไทย ฟุบ หรือไปต่อ รับเลือกตั้งปี 62 โดยเชิญนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยบรรยายพิเศษ “จับทิศเงินทุนเคลื่อนย้ายโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง” โดยมี นายสมชาย มีเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมเปิดเวทีเสวนา

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยในการบรรยายพิเศษ จับทิศเงินทุนเคลื่อนย้ายโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่า ตลาดหุนทั่วโลกเป็นปีที่ไม่ดีของตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ประมาณ 45 ประเทศที่เป็นตลาดหลัก ใน 45 ประเทศมี 4 ประเทศที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งมองในภาพรวมว่าประเทศไทยไม่ใช่ตลาดเดียวที่ประสบกับตลาดหุ้นตก ซึ่งใน 45 ประเทศนี้ มีตลาดเกิดใหม่อยู่ 22 ประเทศ มี 2 ประเทศในตลาดใหม่ที่ปรับตัวขึ้น คือ การ์ต้า และบราซิล และตลาดที่พัฒนาแล้วปรับขึ้นอีก 2 ตลาดคือ นอร์เวย์และอิสราเอล ตลาดขนาดใหญ่ปรับตัวลงทั้งหมด

สำหรับในภาพรวมตลาดในประเทศไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 6 ตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ตลาดที่เกิดมาใหม่ปรับตัวลดลงไปประมาณ ร้อยละ 20 ดังนั้นในปีนี้ตลาดของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ในขณะที่ที่ตลาดในจีนปรับลดลงไปถึงร้อยละ 20 และหลายๆ ตลาดลงไปมากกว่า ร้อยละ 20 ตลาดหุ้นของไทยจัดอยู่ในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว เนื่องปรับตัวลดลงไม่ถึงร้อยละ 11 ถือเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยทำภาพรวมตลาดหุ้นได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่น เนื่องจากในปีนี้เป็นปีที่เล่นหุ้นได้ยาก

สาเหตุที่ทำให้ปีนี้นักลงทุนเล่นหุ้นได้ยาก เนื่องจากตลาดขนาดใหญ่อย่างอเมริกาได้มีการนำสภาพคล่องออก และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายได้มีการคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ทำให้การเล่นหุ้นได้ยาก ซึ่งหลายๆ ประเทศได้ออกมาเตือนนักลงทุนที่เล่นหุ้นให้มีความระมัดระวังในการลงทุน นอกจากนั้นยังมีเรื่องของสงครามการค้า ซึ่งยังไม่มีทิศทางที่แน่นอนว่าจะดำเนินการไปถึงขนาดไหน ทำให้เกิดความกังวลในการลงทุนในตลาดทุน

ประเด็นสำคัญอีกประการ คือเรื่องของธนาคารกลางสหรัฐที่ยังไม่มีท่าทีที่จะผ่อนนโยบาย โดยมีการขึ้นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้คำนึงถึงภาพรวมของเศรษฐกิจการค้า ทำให้นักลงทุนต่างกังวลในการลงทุน เนื่องจากเกรงว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และเข้าสู่ภาวะ ตลาดหมี (Bear Market) แสดงถึง ภาวะของตลาดหุ้นที่มูลค่าของหลักทรัพย์มีมูลค่าลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง และการซื้อขายก็มีน้อย โดยคาดการณ์กันว่าในปี 2020 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ถ้าธนาคารสหรัฐยังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในภาวการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องนั้น จะไม่เข้าไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากมองว่าเป็นการวางแผนทางการบริหารจัดการแผนการเงิน ในขณะที่สภาพคล่องในปัจจุบันยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี จึงขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ ซึ่งจะไม่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หากเมื่อถึง ปี 2020 เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์จริง ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ประสบปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ย สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ เพราะได้ทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้แล้ว

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ในตลาดหุ้นของสหรัฐ ต้องจับตาดูการเลือกตั้งกลางปี ซึ่งจะเกิดขึ้นในต้นเดือนหน้า และการประชุม G20 ซึ่งผู้นำสหรัฐมีโอกาสพบกับผู้นำของจีน หากสามารถจับมือตกลงเรื่องสงครามการค้ากันได้ อาจทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นได้ โอกาสที่หุ้นจะตกลงมาอีกนั้น ในวันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2020 แต่สุดท้ายธนาคารกลางสหรัฐจะมีวิธีแนวทางในการบริหารจัดการภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ส่วนในตลาดเกิดใหม่ 22 ตลาดที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น 7 ตลาดเข้าสู่ภาวะตลาดหมีไปแล้ว แต่ยังไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะกระแสไหลออกรวดเร็วมาก

ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหลัก 4 ตลาด เข้าสู่ตลาดหมีไปแล้ว ในขณะที่ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะตลาดหมี ซึ่งในอดีตตลาดเอเซียจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมีไม่เกิน 6 เดือน และกลับเข้าสู่ตลาดกระทิงใหม่อีก สาเหตุที่ตลาดไทยหุ้นลงน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไม่มีปัจจัยเข้ามากระทบ ทั้งภาวะเงินเฟ้อ หรือ อัตราดอกเบี้ย หรือแม้แต่สงครามการค้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นของไทย ในขณะที่เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนเป็นการลงทุนผ่านกองทุน ที่ลงทุนผ่าน INDEX ทำให้มีเงินระยะสั้นหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา และมีเงินไหลเข้าสู่ตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไทยมีข่าวการเลือกตั้งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการลงทุนเพิ่ม สำหรับอนาคตข้างหน้าการที่หุ้นจะฟื้นตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ผู้นำสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะมีการปรับขึ้นในระยะสั้น โอกาสของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่สูง นักลงทุนในช่วงนี้ไม่ควรขายหุ้นทิ้ง การเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนได้

แชร์ข่าว :
Tags: