ผ่าอาณาจักรแสนล้าน 'วิชัย ศรีวัฒนประภา'

29 ตุลาคม 2561
2,071

จับตา "อัยยวัฒน์" สานแผนท็อป 5 ดิวตี้ฟรีโลก หัวเลี้ยวหัวต่อประมูลขุมทรัพย์ดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ

การเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อังกฤษของ "เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา" ติด 1 ใน 5 มหาเศรษฐีเมืองไทย ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส์ ระบุว่า ปี 2561 ครอบครองสินทรัพย์อยู่ในอันดับ 5 มูลค่าทรัพย์สินรวม 162,000 ล้านบาท

การแผ่ขยายอาณาจักรธุรกิจมาเกือบ 30 ปี ธุรกิจสร้างชื่อและเป็นขุมทรัพย์หลัก คือธุรกิจร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ในนาม “คิงเพาเวอร์” ชื่อของวิชัยยังกระหึ่มไปทั่วโลกเมื่อเข้าซื้อกิจการ สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2553 ช่วงแรกถือหุ้น 51% ก่อนเพิ่มเป็น 100% ในปีเดียวกัน นั่งเก้าอี้ประธานสโมสรกุมบังเหียน “จิ้งจอกสยาม” จนเป็นที่กล่าวขานกันในแวดวงลูกหนังทั่วโลก



เขายังจัดเป็นมหาเศรษฐีไทยคนที่ 2 ที่เข้าไปครอบครองสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ หลังจาก "ทักษิณ ชินวัตร" ไปซื้อทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2550 ก่อนเทขายหุ้นให้นักธุรกิจชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตในปีต่อมา

วิชัย สกุลเดิม “รักศรีอักษร” ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสกุล “ศรีวัฒนประภา” ให้เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2555 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล

เขาเกิดวันที่ 5 มิ.ย. 2501 เป็นบุตรของนายวิวัฒน์ และนางประภาศร รักศรีอักษร สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาวู้ดลอว์น สหรัฐ คณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนอร์ททอร์ป สหรัฐอเมริกา สมรสกับนางเอมอร รักศรีอักษร มีบุตร-ธิดา ด้วยกัน 4 คน ได้แก่ นางสาววรมาศ ศรีวัฒนประภา, นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา, นางสาวอรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

สำหรับเส้นทางธุรกิจของเจ้าสัววิชัยไม่ธรรมดา!! เป็นหนึ่งในบุคคลที่มี “คอนเนคชั่น” แน่นปึ้กกับคนระดับผู้นำในสังคมหลากหลายกลุ่มทั้งไทยและในสังคมระดับสูงของอังกฤษ ในสถานะบทบาททางสังคมในตำแหน่ง “นายกสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย”

วิชัยผลักดันแจ้งเกิดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลในประเทศไทยอีกครั้ง รวมทั้งการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษ ที่มีความคุ้นเคยสามารถเทียบเชิญบุคคลในราชวงศ์อังกฤษ ทั้งเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าชายวิลเลี่ยม ร่วมในกิจกรรมกีฬาผ่านรายการขี่ม้าโปโลนัดการกุศล “จักกราวาตี้ – คิง เพาเวอร์ คัพ” ได้อีกด้วย

การเริ่มต้นธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี ว่ากันว่า วิชัยเริ่มก้าวสู่แวดวงนี้ที่สนามบินฮ่องกงเป็นแห่งแรกก่อนที่จะเข้าสู่ธุรกิจดิวตี้ฟรีที่ประเทศไทย ผ่านการร่วมทุนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิด “ดิวตี้ฟรีช็อป” ที่อาคารมหาทุนพลาซ่า ถนนเพลินจิต ในปี 2532 นับเป็นกิจการร้านค้าปลอดอาการในเมืองรายแรกในไทย ต่อมายังได้ไปบุกเบิกที่กัมพูชา จีน และมาเก๊า ซึ่งช่วงเวลานั้นธุรกิจค่อนข้างไปได้ดีกว่ากิจการในไทย

โอกาสใหญ่และก้าวสำคัญของวิชัยและกลุ่มคิงเพาเวอร์!! เกิดขึ้นในปี 2538 เมื่อคิงเพาเวอร์ได้รับสัมปทานเข้าเปิดร้านดิวตี้ฟรีที่ “ดอนเมือง” รวมทั้ง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ,ในปี 2549 เข้ามาดำเนินการสินค้าปลอดอากรที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และมีการขยายธุรกิจกว้างขวางขึ้น อาทิ คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ในซอยรางน้ำ ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฐานที่มั่นใหญ่ของกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ โดยในเดือน ธ.ค.2552 บริษัทได้รับพระราชทานตราตั้งห้างครุฑ ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ซอยรางน้ำ

ธุรกิจในเครือคิงเพาเวอร์ อาทิ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลธุรกิจ จำกัด ดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าดิวตี้ฟรี “คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์" ซอยรางน้ำ และธุรกิจป้ายโฆษณาในอาคารผู้โดยสารสนามบินในกรุงเทพฯ และภูเก็ต, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี บริหารร้านค้าดิวตี้ฟรีที่สนามบินกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต

บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ ฟรี จำกัด เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่บริหารร้านค้าดิวตี้ฟรีที่สนามบินกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ,บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ระบุธุรกิจกว้างๆ ไว้ว่า บริหารกิจการเชิงพาณิชย์ทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิ

บริษัท คิง เพาเวอร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ บริหารทุกร้านอาหารในสนามบินสุวรรณภูมิ เช่น ซิตี้ การ์เด้นท์ไลท์ บาร์ รวมไปถึงภัตตาคารรามายานะ และโรงละครอักษรา ที่คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ บริษัทคิง เพาเวอร์ โฮเทล แมนเนจเม้นท์ บริหารโรงแรม พูลแมน กรุงเทพ คิง เพาเวอร์ (ซอยรางน้ำ)

จากการเปิดเผยข้อมูลการถือสินทรัพย์ของวิชัย เจ้าของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมครอบครัวนางเอมอร ศรีวัฒนประภา นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และ นางสาววรมาศ ศรีวัฒนประภา (ข้อมูลสำนักข่าว อิศรา เมื่อ 27 ก.ค.2557) เป็นเจ้าของธุรกิจอย่างน้อย 16 บริษัท รวมทุนจดทะเบียน 2,471 ล้านบาท สินทรัพย์ 34,898,320,334 ล้านบาท



ขณะที่เส้นทางธุรกิจกีฬาระดับโลกของวงการลูกหนังมีความชัดเจนในเดือน ส.ค. 2553 เมื่อ “วิชัย” พร้อมด้วยผู้ร่วมทุนในนามกิจการร่วมค้าเอเชียนฟุตบอลอินเวสต์เมนท์ ได้ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี พร้อมเปลี่ยนชื่อสนามจาก วอล์กเกอร์ส สเตเดี้ยม เป็น “คิงเพาเวอร์สเตเดียม” ในปี 2014 (พ.ศ.2557) สโมสรเลสเตอร์ซิตีคว้าแชมป์ เดอะแชมเปี้ยนชิพ!! และเข้าไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2014-2015 ในฤดูกาล 2015-2016 เลสเตอร์ซิตีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์!! เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ต่อมาวันที่ 16 พ.ค. ปีก่อน กลุ่มคิงเพาเวอร์ได้รับอนุมัติให้ซื้อขายสโมสรเอาด์-เฮเฟอร์เลเลอเฟินซึ่งเป็นสโมสรในระดับดิวิชั่น 2 ของประเทศเบลเยี่ยมอีกด้วย

ย้อนกลับมาที่ธุรกิจหลัก “ดิวตี้ฟรี” ที่เจ้าสัววิชัย ส่งไม้ต่อให้บุตรชาย อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ขับเคลื่อนธุรกิจดิวตี้ฟรีแบบไม่ธรรมดา!! วางยุทธศาสตร์และเป้าหมายชัดเจนมุ่งสู่ “ท็อป5” ในธุรกิจปลอดอากรระดับโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 7

สอดรับโอกาสทองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยขยายตัวสูงจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ เรียกว่า ยิ่งมีการเดินทางมากเท่าไรจะยิ่งผลักดันให้ “ธุรกิจดิวตี้ฟรี” เติบโตมากขึ้นเช่นกัน

คิงเพาเวอร์ วางแผนธุรกิจระยะ 5 ปี (2560-2564) จัดสรรเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ในการขยายธุรกิจสู่เป้าหมายยอดขาย 130,000-140,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะทำให้ “คิง เพาเวอร์” อยู่ในทำเนียบ “ท็อป 5” ธุรกิจปลอดอากรระดับโลก

โดยการขยายสาขามีทั้งร้านปลอดอาการในเมืองขนาดใหญ่ ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000-2,000 ล้านบาทต่อสาขา อาทิ เชียงใหม่ จากปัจจุบันมี 4 สาขา คือ รางน้ำ, พัทยา, ศรีวารี และภูเก็ต นอกจากนี้มีใน 6 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, เชียงใหม่, หาดใหญ่, ภูเก็ต และอู่ตะเภา

ช่วงต้นปีนี้ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ “โครงการมหานคร” (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น คิงเพาเวอร์ มหานคร) ในส่วนของโรงแรม จุดชมวิว Observation Deck และอาคารรีเทลมหานครคิวป์ จาก บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) “ต่อยอด” ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม พร้อมปักหมุดประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และศูนย์รวมไลฟ์สไตล์แห่งภูมิภาค

โดยวางแผนพัฒนาโครงการมหานครเป็น “สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่” ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย

“หากเราสามารถทำจุดชมวิวได้ดี และมีองค์ประกอบของรีเทลหรือแหล่งชอปปิงอยู่ในนั้น เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์การต่อยอดธุรกิจของคิงเพาเวอร์ได้เป็นอย่างดี”

สำหรับการลงทุนดิวตี้ฟรีในต่างประเทศ มองประเทศที่มีศักยภาพและความเป็นไปได้ภายใน 5 ปีนี้ อาทิ เมียนมา ฟิลิปปินส์
ขาดไม่ได้การพัฒนาแพลตฟอร์ม“ออนไลน์” ให้มีความพร้อมและศักยภาพมากยิ่งขึ้น แม้วันนี้จะสร้างรายได้ไม่ถึง 1% ของยอดขายรวม หรือไม่เกิน 100 ล้านบาท แต่เชื่อว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดจะทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์่มียอดขายถึง 10% หรือ 14,000 ล้านบาทของยอดขายรวม 140,000 ล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า

ระหว่างนี้ คิงเพาเวอร์ พร้อมเข้าประมูลการบริหารพื้นที่ดิวตี้ฟรีในสนามบินอู่ตะเภา ที่แม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ดิวตี้ฟรีเป็นธุรกิจหลัก ต้องขยายไปทุกจุดที่มีโอกาส รวมทั้งดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะหมดสัญญาปี 2563 ด้วยเช่นกัน ซึ่งนับเป็นช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการประมูลที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ซึ่งอัยยวัฒน์ ย้ำมาตลอดว่าคิงเพาเวอร์พร้อมร่วมประมูล

ขณะที่ค่อนข้างชัดว่า ผู้ที่จะมานั่งกุมบังเหียน สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อจากวิชัย น่าจะเป็น “อัยยวัฒน์” ที่นั่งเก้าอี้รองประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ในปัจจุบัน


ส่วนทิศทางการ“ขับเคลื่อนธุรกิจ”แสนล้านนับจากนี้ในมือทายาท ต้องจับตาดูว่าจะราบรื่น หรือสะดุดลงหรือไม่ ทั้งการประมูลดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ และการผลักดันธุรกิจดิวตี้ฟรีของคิงเพาเวอร์ สู่ท็อป 5 โลก

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง