'เอกภาวิน สุขอนันต์' ตีโจทย์ไอที ฝ่า‘สึนามิดิจิทัล’

22 ตุลาคม 2561 | โดย Wariya Khamchana
4,104

ธุรกิจต่างๆ กำลังก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล

การแสการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี ผนวกกับโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ยิ่งเมื่อโมบายแทบจะกลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทุกอย่างในชีวิต การวางโรดแมพด้าน “การลงทุนไอที” ที่จะส่งผลให้ธุรกิจเติบโต ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับ “ท็อป ไพรออริตี้” ที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ

เอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนไอทีของภาคธุรกิจในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปกับผลการวิจัยของไอดีซีที่คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านไอทีของไทยในปีนี้จะสูงถึง 4.4 แสนล้านบาท และจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแตะ 4.7 แสนล้านบาทภายในปี 2564

โดยเทคโนโลยีกระแสหลักที่ลงทุนกันอย่างมากคือ “คลาวด์” ข้อมูลของไอดีซีระบุว่าภายในปี 2564 ค่าใช้จ่ายด้านบริการคลาวด์ ตลอดจนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องของภาคธุรกิจจะสูงถึง 4.8 หมื่นล้านบาท ส่วนเทคโนโลยีใหม่มาแรงที่ลงทุนกันจำนวนมากคือ “อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(ไอโอที)”

“ธุรกิจต่างๆ กำลังก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล มีการปรับเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจ วิธีการดำเนินงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ ผสมผสานไปกับคลาวด์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัล”

สำหรับในภาพรวม เทรนด์เทคโนโลยีเด่นๆ ในช่วงนี้มักมีการผสมสานใช้งานที่หลากหลาย ทว่าต่างมีความเชื่อมโยงถึงกัน ทุกสิ่งที่มีความสำคัญจะถูกเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งการใช้งานคลาวด์, ไอโอที, 5จี, ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ฯลฯ

'คลาวด์'หัวใจขับเคลื่อนธุรกิจ

เขากล่าวว่า ทุกวันนี้คลาวด์ คือ หัวใจสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันให้เกิดสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งธุรกิจในไทยกำลังมองหา

“คลาวด์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัล เสริมประสบการณ์ใช้งานของลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างกระแสรายได้ใหม่ ตลอดจนยกระดับการทำงานของบุคลากร”

ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มคลาวด์มีประโยชน์ที่จับต้องได้จริงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน บริษัทคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคลาวด์ สอดคล้องไปกับผลวิจัยของไอดีซีที่คาดการณ์ไว้ว่า 70% ขององค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้ไฮบริดคลาวด์

ขณะที่ ฟอร์เรสเตอร์ระบุว่า 89% ขององค์กรใช้คลาวด์อย่างน้อย 2 บริการ และ 74% ขององค์กร ใช้คลาวด์สาธารณะอย่างน้อย 3 บริการ

อย่างไรก็ดี ด้วยการใช้งานลักษณะดังกล่าวส่งผลทำให้จากนี้ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อระบบเครือข่ายเสียใหม่ ในลักษณะที่กำหนดได้ด้วยซอฟต์แวร์(Software define network) เพื่อช่วยเชื่อมต่อภายในและระหว่างศูนย์ข้อมูล ไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการ สาขา เอ็นพอยต์ และคลาวด์เข้าด้วยกันโดยไม่เกี่ยงฮาร์ดแวร์ที่รองรับ

“ธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายคลาวด์เสมือนที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อให้เข้าถึงและใช้บริการแอพพลิเคชั่นและข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะจัดเก็บอยู่ที่ใดได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ตรงตามความต้องการใช้งาน ธุรกิจที่สามารถทำเช่นนี้ได้จึงจะเป็นผู้ชนะ”

ก้าวใหม่บนโลกเทคโนโลยี

เอกภาวินบอกว่า โมเดลธุรกิจยุคดิจิทัลและการบริหารจัดการสมัยใหม่ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องเร่งปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่บริษัทในไทยที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้การทำงานแบบโมบายมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งชาติระบุว่า กว่า 90% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทยใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน องค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับวิถีการทำงานแบบใหม่ ที่นิยมนำอุปกรณ์ของตนเองมาใช้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของบริษัท

สำหรับบทบาทของวีเอ็มแวร์ มุ่งแก้ปัญหาหลักด้านการดำเนินงาน การรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อใช้งานไพรเวทคลาวด์ร่วมกันกับคลาวด์สาธารณะ เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการแอพพลิเคชั่นได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าแอพพลิเคชั่นนั้นจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

พร้อมกันนี้ เสนอทางเลือกแบบซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส ให้บริการคลาวด์ออโตเมชั่น เพิ่มบริการระบบการรักษาความปลอดภัย และบริการที่เกี่ยวข้อง โดยธุรกิจจำเป็นต้องใช้ระบบเครือข่ายยุคใหม่อย่างเครือข่ายคลาวด์เสมือน(Virtual Cloud Network) เข้ามาช่วยเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลของตนไปยังคลาวด์สาธารณะ เครือข่ายโทรคมนาคม สาขา และเอ็นด์พอยต์

ทั้งนี้ ในลักษณะเครือข่ายมัลติคลาวด์ที่ปลอดภัยและสามารถบริหารจัดการได้ง่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน เครือข่ายคลาวด์เสมือนจะช่วยให้องค์กรร่นเวลาสู่การเป็นธุรกิจดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเครือข่ายอย่างเต็มที่ พร้อมลดความซับซ้อนของระบบเครือข่ายลงได้

“นวัตกรรมใหม่เหล่านี้จะตอบโจทย์สภาวะแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ ช่วยให้ทีมไอทีสามารถบริหารต้นทุน บำรุงรักษา และจัดการปริมาณงานที่เกิดขึ้นบนคลาวด์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ปักธงสร้างการเติบโตในไทย

ผู้บริหารวีเอ็มแวร์เผยว่า แนวทางการตลาดของวีเอ็มแวร์ หลักๆ เน้นที่เทคโนโลยีคลาวด์และโมบิลิตี้ที่นำสมัย ปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามต้องการ เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิทัล ทั้งมองว่าเครือข่ายคลาวด์เสมือนคือคำตอบของระบบเครือข่ายในอนาคต ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงให้ลูกค้าเข้าถึงบริการจากแอพพลิเคชั่นและข้อมูลต่างๆ ได้สะดวก ปลอดภัย ไม่ว่าจากที่ใดก็ตาม

เมื่อไม่นานมานี้ ที่งานวีเอ็มเวิร์ลด์ 2018 วีเอ็มแวร์ได้เปิดตัวตัวนวัตกรรมใหม่สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะ “Workspace ONE” เพื่อช่วยให้ธุรกิจก้าวสู่การบริหารสมัยใหม่ องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากโซลูชั่นที่รองรับการจัดการสมัยใหม่บนทุกระบบปฏิบัติไม่ว่าจะบนพีซี โมบาย รวมถึงการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ

ด้านเป้าหมายธุรกิจ บริษัทยังคงวางประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญ จากนี้มุ่งรักษาการเติบโตและขยายงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า เตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังจะมาถึงทั้ง 5จี, ไอโอที, เอไอ และเออาร์ พร้อมช่วยผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งบนหนทางสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล

แชร์ข่าว :
Tags: